Search
Close this search box.

Cryptomind Monthly Outlook (March 2023)

  • Apinat Dejdonbom

    Researcher

  • Parit Boonluean

    A guy who loves crypto like Bitcoin and Ethereum. He's not the best writer, but his love for DeFi makes up for it. He's an easygoing guy who makes learning about crypto fun and easy.

  • Sun

    Researcher and Analyst at Cryptomind, 6th year Medical student at Chulalongkorn, Always busy finding that 100x Fantasy

  • Kuljira Ittiamornkul
  • Siwakorn Samutthong

    Analyst/Researcher at Cryptomind. Founder at Jolden Crypto. Ethereum/L2 Enthusiast.

  • Principe

    Research is not Forecast. Details are important. All Works are Not Financial Advices.

  • Kantapong Wongwaen
Share :
monthly march23

Table of Contents

*ข้อมูลระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2023 – 15 มีนาคม 2023

$BTC กลับตัวเป็นขาขึ้นพร้อมทำจุดสูงสุดใหม่เรียบร้อย หลัง BTC หลุดแนวรับสำคัญที่ราคา $21,300 ลงมา ราคาได้มีการลงมาทำเเท่งเทียนกลับตัวพร้อมกับ RSI oversold และหลังจากนั้นได้มีการปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงและทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบระยะเวลาเกือบ 1 ปี สำหรับแนวต้านของราคาจะพบว่ามีแนวต้านที่ราคา $28,800, $30,900 และ $34,400 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามจุดต่ำสุดก่อนหน้าที่ราคา $19,550 ได้กลายมาเป็นแนวรับที่สำคัญ ราคาของ BTC ไม่ควรปรับตัวต่ำกว่าราคานี้หากยังต้องการปรับตัวขึ้นต่อ

อีกหนึ่งอย่างที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์ราคาของ BTC คือกราฟของ BTC Dominance ที่จะใช้บอกสัดส่วนของมูลค่า Bitcoin ต่อมูลค่าตลาดคริปโตทั้งหมด โดยในอดีตตั้งแต่ปี 2021 BTC.D จะวิ่งในกรอบ Sideway ที่ช่วงประมาณ 39.5% ถึง 47.7% และมีแนวต้านกลางอยู่ที่ 44% ซึ่งในปัจจุบันราคาขึ้นผ่านค่ากลางมาอย่างแข็งแกร่งและมีโอกาสขึ้นไปทดสอบกรอบบนได้ที่ช่วง 47% ทำให้ตราบใดที่มูลค่าตลาดคริปโทฯโดยรวมยังเพิ่มขึ้นพร้อม BTC.D ที่เพิ่มขึ้นพร้อมกันเราจะสามารถอุปมาได้ว่าเม็ดเงินที่เข้ามาใหม่กำลังไหลเข้า Bitcoin เป็นหลักจนมีโอกาสทำให้ BTC.D นั้นปรับตัวขึ้นต่อจนถึง 47% ได้

โดนสรุปราคาของ BTC ได้ปรับตัวเป็นขาขึ้นแล้วและยังมีโอกาสเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก BTC.D ที่มีโอกาสขึ้นต่อเพื่อไปทดสอบแนวต้านเดิม อย่างไรก็ตามแนวรับที่ราคา $19,550 เป็นแนวที่นักลงทุนต้องจับตามองในการขึ้นครั้งนี้

สำหรับ $RPL ในภาพใหญ่นั้นยังคงเคลื่อนที่ในแนวโน้มขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการลงมาพักตัวที่ราคาต่ำสุด $34.5 อ้างอิงจาก Dexscreener ราคาได้มีการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรง หากราคามีการปรับตัวขึ้นต่อและสามารถทำจุดสูงสุดเหนือ $54.8 ได้ราคาจะมีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ราคา $67.7 แต่หากราคามีการปรับตัวลงหลุดแนวรับสำคัญที่ราคา $34.5 จะทำให้ RPL เปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลงทันที

อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลล่าร์กับไทยบาทนั้นปัจจุบันอยู่ที่ 34.4 บาทต่อดอลล่าร์ (ณ วันที่ 15/3/2023) ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้มองเห็นการอ่อนค่าในสองสกุลเงินนี้มาจาก

1. ดอกเบี้ยของสหรัฐเริ่มเห็นแววว่าอาจจะขึ้นได้อีกไม่มากแล้ว และทิศทางของเงินเฟ้อเริ่มกลับตัวโดย CPI ของเดือนกุมภาพันธ์ออกมาที่ 6% ซึ่งลดลงจากเดือนมกรากว่า 0.4% ทำให้ตลาดเริ่มเห็นความลดลงของ Fed ในท่าทีของการ Hawkish จึงทำให้นักลงทุนเริ่มเคลื่อนย้ายเงินออกไปยังสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆแทนส่งผลให้ดัชนีดอลล่าร์ DXY หย่อนหัวลง

2. หุ้นไทยโดนเทขายไม่หยุด ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ไทยในเดือนกุมภาพันธ์พบว่า นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยไม่หยุดหย่อน ส่งผลยอดขายทั้งเดือนก.พ.สูงถึง 4.35 หมื่นล้าน เหตุผิดหวังผลดำเนินงานต่ำคาด 41% หนักสุดในภูมิภาค ทิ้งกลุ่มปิโตร-พลังงานมากสุด สิ่งนี้ทำให้เงินค่าเงินบาทนั้นดูไม่น่าสนใจสักเท่าไหร่ในอัตราการ Growth และตัวเลข GDP ของไทยนั้นก็ยังคงดูไม่ดี พ่วงกับสถานการณ์การเมืองที่เข้าใกล้การเลือกตั้งเต็มที ส่งผลให้เงินบาทเริ่มดูอ่อนค่าลง 


สองปัจจัยนี้กดดันให้ค่าเงินสองสกุลนี้อาจจะมีการอ่อนค่าในระยะสั้น และกลาง ถ้าสถานการณ์เรื่องดอกเบี้ยและเงินเฟ้อยังคงอยู่ในภาพนี้

ตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์ที่ออกมาในวันที่ 14/03/2023 ออกมาที่ 6% ซึ่งลดลง 0.4% จากเดือนมกราคม ทำให้ตลาดเริ่มทำการ price in ดอกเบี้ยในงาน FOMC ในวันที่ 22 มีนาคม 2023 อยู่ที่ 5% ซึ่งดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ที่ 4.75% เท่ากับว่า FED อาจจะขึ้นดอกเบี้ยที่ 0.25%  นอกจากนั้นจากข้อมูลข้างบนจะเห็นได้ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ price in ดอกเบี้ยว่าอาจจะพีคที่ 5.25% เท่านั้น แล้ว FED อาจจะหยุดขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ดังนั้นปัจจัยนี้เป็นเหตุผลหลักที่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงจะกลับมามีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามามากขึ้น

ภาพรวมตลาดคริปโทฯในช่วงเดือนที่ผ่านมามีความผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการหลุด Peg ของเหรียญ Stablecoin ตัวหลักอย่าง USDC และลามไปถึง Stablecoin อื่นๆอีกหลายตัวด้วย โดยถึงแม้ว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายและตลาดคริปโทฯเริ่มตอบรับในเชิงบวก แต่ก็ยังคงต้องจับตาดูสถานการณ์ต่อไปก่อนในระยะนี้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาคที่ยังไม่แน่นอน โดยถึงแม้ตัวเลข CPI ในวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมาออกมาตามคาด ก็ยังคงต้องรอดูการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed สิ้นเดือนนี้

โดยภาพรวมของ DeFi นั้นมี TVL ลดลงจากเดือนที่แล้ว 2.43% ซึ่งมีแค่เชน Arbitrum เท่านั้นที่มี TVL เพิ่มขึ้นมากถึง 4% ถึงแม้ว่าบรรยากาศการเก็งเหรียญ ARB Airdrop จะดูเงียบๆลงไปบ้าง และราคาเหรียญหลายๆตัวบนเชน Arbitrum ที่ก่อนหน้านี้บวกมาเยอะได้ปรับตัวลดลง โดยในระยะนี้แรงเก็งกำไรเหรียญบน Ecosystem นั้นย้ายไปที่เหรียญบน Optimism ที่เพิ่งมีข่าวจับมือกับ Coinbase เพื่อเปิดตัวเชน “BASE” ซึ่งจะใช้  Optimism Stack ในการสร้าง โดยทำให้เหรียญอย่างเช่น OP, SNX, SONNE, HOP บวกโดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา แม้จะปรับตัวลงแรงในช่วงที่มีข่าวเกี่ยวกับ USDC แต่พอสถานการณ์คลี่คลายเหรียญกลุ่มนี้ก็เด้งกลับมาค่อนข้างแรง

นอกจากนี้ DeFi Narrative ที่น่าจับตามองในช่วงหลังจากนี้ที่น่ามาแรงไม่แพ้ Liquid staking, Layer 2 ก็คือ Decentralized stablecoin จากข่าวไม่ดีที่เกิดขึ้นกับ Centralized stablecoin อย่าง BUSD, USDC ไป ตัวอย่างของ Decentralized stablecoin ที่น่าจับตาในช่วงนี้ เช่น Curve crvUSD, Aave GHO และ Liquity LUSD เป็นต้น และหลังจากนี้มองว่าน่าจะได้เห็นการพัฒนา Decentralized stablecoin อื่นๆออกมาเพิ่มที่จะลดความเกี่ยวข้องกับ Centralized stablecoin โดยที่ยังสามารถ Scale ได้ด้วย

Uniswap เป็นแพลตฟอร์ม Decentralized Exchange ที่อยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน มียอด Trading Volumn รวมกันมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเคยมี TVL สูงสุดราวๆ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งจุดเด่นของ Uniswap ที่ยังคงสามารถดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาใช้งานได้เสมอนั่นก็คือ โมเดล Concentrated Liquidity ของ Uniswap V3 ที่จะช่วยเพิ่ม Capital Efficiency ให้แก่ผู้ที่เข้ามาวางสภาพคล่องภายในแพลตฟอร์มนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม Uniswap V3 นั้นไม่ได้เปิดเผย Code เป็นแบบ Open Source เนื่องจากมี  Business Source License (BUSL) เพื่อป้องกันไม่ให้นักพัฒนาสามารถ Forked Code ของ V3 เพื่อนำไปพัฒนาต่อได้ แต่ License V3 กำลังจะหมดอายุในวันที่ 1 เมษายนนี้ ทำให้หลังจากวันที่ 1 เมษายน นักพัฒนาทุกคนจะสามารถเข้าถึง Code ของ V3 และนำไปพัฒนาต่อยอดกับแพลตฟอร์มของตัวเองได้ สิ่งนี้จะทำให้ Uniswap หมดความน่าสนใจในเชิง Innovation หรือไม่?

ซึ่งแพลตฟอร์มแรกที่มีแนวโน้มจะนำ Code ของ Uniswap V3 ไปใช้งานมากที่สุด ก็คือ PancakeSwap ที่กำลังจะเปิดตัว V3 ในช่วงอาทิตย์แรกของเดือนเมษายนเช่นเดียวกัน ซึ่งทาง PancakeSwap ไม่ได้มีการบอกตรงๆว่านำ Code ของ Uniswap V3 ไปใช้ เพียงแต่พูดถึงฟีเจอร์ใหม่ๆที่ผู้ใช้งานจะได้รับ ไม่ว่าจะเป็น กาพัฒนาเรื่อง Liquidity Providing และการทำ Yield Farming รูปแบบใหม่ จึงทำให้นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่า PancakeSwap จะนำ Code ของ Uniswap V3 มาปรับใช้งานกับแพลตฟอร์มนั่นเอง

รวมไปถึงยังมีนักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ถึงการที่ Uniswap จะทำ “Appchain” หรือการเปิดตัว Blockchain ของตัวเอง เช่นเดียวกับ dYdX ที่กำลังจะสร้างเชนของตัวเองผ่าน Cosmos SDK ซึ่งหาก Uniswap ทำแบบนั้นจริงๆ ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่ง Move ที่น่าสนใจมากเนื่องจากการเพิ่ม Use Case โดยตรงต่อเหรียญ UNI ที่จะสามารถนำมา Stake เพื่อ Secure เครือข่ายได้ อย่างไรก็ตามทั้งหมดที่กล่าวมานี้ยังเป็นเพียงแค่การคาดการณ์เท่านั้น นักลงทุนควรติดตามอย่างใกล้ชิดว่า Uniswap จะ Take Action ใดๆต่อการหมดอายุของ V3 License ในเดือนเมษายนที่จะถึงหรือไม่

เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ได้เกิดอีกเหตุการณ์ที่สำคัญและทำให้ตลาดคริปโทฯสั่นคลอนอีกครั้งจากการหลุด Peg ของ USDC ซึ่งเป็น stable coin อันดับ 2 ในตลาดจากทางบริษัท Circle โดยสาเหตุของการหลุด Peg ในครั้งนี้เกิดจากการล้มละลายของธนาคาร Silicon Valley ซึ่ง Circle ได้นำเงินไปฝากไว้ประมาณ 3,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐคิดเป็น 8.25% ของเงินทั้งหมด ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากและนำมาซึ่งแรงขายปริมาณมากจนเหรียญ USDC ปรับตัวลงต่ำสุดที่ราคา $0.87 ต่อเหรียญหรือเกือบ 13% ในวันเดียว นอกจากนั้นเหตุการณ์ในครั้งนี้ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อ Stable coin ตัวอื่นๆที่ใช้ USDC เป็น Collateral โดยเฉพาะ FRAX และ DAI โดยทั้งคู่ได้หลุด Peg ลงมามากกว่า 10% ในเวลาใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ตามในวันที่ 13 มีนาคม เหตุการณ์ได้เริ่มมีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น จากกระทรวงการคลังและรัฐบาลสหรัฐได้เข้ามาควบคุมและจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ฝากเงินทุกคนทำให้เงินที่ Circle ฝากไว้จะได้รับการชดเชยเต็มจำนวน ทำให้ในปัจจุบันราคาของ USDC กลับขึ้นมาอยู่ในราคาใกล้เคียงกับ $1 ที่ราคา $0.98-0.99 เป็นที่เรียบร้อยพร้อมกับการตอบรับในเชิงบวกของตลาดโดยรวม

เหตุการณ์ในครั้งนี้คงเป็นอีกบทเรียนที่สำคัญให้เห็นถึงความน่ากลัวของ Centralized stable coin ที่แม้ว่าการล้มละลายของธนาคารจะดูเป็นเรื่องไกลตัวแต่ในวันนี้ทุกคนได้พบเจอเเล้วด้วยตัวเองอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และทำให้มีนักลงทุนหลายๆเกิดความกังวลและหันมาสนใจกลุ่ม Decentralized Stable coin มากขึ้นโดยเฉพาะ sUSD จาก Synthetix และ LUSD จาก Liquidity protocol ซึ่งเป็น Dencentralized stable coin ที่ไม่มี USDC เป็น Reserve แต่อย่างไรก็ตาม Stable coin ในกลุ่มนี้ยังมีความเสี่ยงเฉพาะตัวเช่นการ Liquidation และโอกาสในการเกิด Death spiral คล้ายกับ UST หากตลาดปรับตัวลงอย่างรุนแรงในเวลาที่สั้น นักลงทุนจึงต้องระวังเหตุการณ์เหล่านี้ไว้ด้วย อีกตัวหนึ่งที่มีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างมีนัยยะสำคัญคือ USDT ที่แม้ว่าจะเป็น Stable coin ชนิดเดียวกันกับ USDC แต่ได้รับความสนใจและนักลงทุนหลายคนมองว่าเป็น Safe Haven ในเวลาวิกฤตแบบนี้ด้วยประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและสภาพคล่องที่สูงที่สุด ทำให้ในปัจจุบัน USDT กลายเป็น Stable coin อันดับหนึ่งเป็นที่เรียบร้อย สำหรับนักลงทุนที่ถือ Stable coin สิ่งที่สำคัญคือเข้าใจกลไกการทำงานของมัน ทำความเข้าใจความเสี่ยง และติดตามข่าวสารเป็นประจำเพื่อจัดการความเสี่ยงให้เหมาะสม

Shanghai Upgrade หรือ Capella Upgrade จะเปิด Function การถอน ETH ออกจาก Beacon Chain โดยวันที่ 15 มีนาคมประมาณตี 3 จะเริ่มทดสอบการอัปเกรดบน Georli Testnet ซึ่งเป็นการทดสอบครั้งที่สองต่อจาก Sepolia หากการทดสอบบน Georli Testnet ประสบความสำเร็จ ทางนักพัฒนาจะประกาศการอัปเกรดบน Mainnet ล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเมษายนปัจจุบันมี 17.57m ETH และ 549,295 Validator Nodes อยู่ใน Beacon Chain โดยที่ยังแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากการเก็บสถิติย้อนหลังแล้วพบว่ามี Validator Node ประมาณ 58% ที่ต้นทุน ETH ต่ำกว่าราคาปัจจุบันในตอนที่เขียน ($1,677) ในวันที่ Shanghai Upgrade เสร็จสิ้น ระบบการถอนจะมี Limit การถอนต่อวันยืดหยุ่นตามจำนวนผู้ที่ต้องการถอนเพื่อให้ Blockchain สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ทันและตลาดไม่ Panic เกินไป

จากการสำรวจพบว่ามีเพียง 0.2% ของ Validator Node ทั้งหมดจะถอน ETH ทั้งหมดออก คิดเป็น 37,330 ETH และ ETH ส่วนที่เกิน 32 ETH จาก Block Subsidy นั้นทุกคนจะถอนออกเพราะวางทิ้งไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์ โดยเฉลี่ยแล้วจะมีอย่างน้อย 1.08m ETH ที่เตรียมถอนออก ดังนั้นจะมี 1.12m ETH เตรียมถอนออกโดยเฉลี่ยภายใน 7 วัน หรือคิดเป็น 0.9% ของ ETH supply ทั้งหมด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 257 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แม้จะดูมูลค่าสูง แต่มูลค่าการซื้อขายของ ETH นั้นอยู่ที่ 13,661 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน คิดเป็นเพียง 1.8% เท่านั้น

เราจึงคิดว่าราคา ETH อาจจะมี Panic Sell ในระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งเป็นโอกาสเก็บสะสม ETH เพิ่มที่ดี เนื่องจากการอัปเกรดถัดไปจะเป็นเรื่อง EIP-4844 ที่จะส่งผลให้ค่าธรรมเนียมของ Ethereum Layer 2 ต่ำลงพอๆกับ Alternative Blockchain Layer 1 ตัวอื่นๆ ดังนั้นหากปัจจัยมหาภาคยังนิ่ง เราคิดว่า ETH จะเป็นเหรียญที่ Outperform ตลาดได้

Liquid Staking Derivative (LSD) เป็นอีกหนึ่ง Sector ที่จะได้รับประโยชน์หลังจาก Shanghai Upgrade มากที่สุด เนื่องจากช่วยแก้ Pain point ของการเป็น Validator Node ดังนี้

  • มี LSD หรือใบเสร็จแทน ETH ที่เป็น Validator Node ทำให้เทขายได้ทันที ไม่ต้องรอ Delay
  • สามารถนำ LSD ไป Leverage เช่น ปล่อยกู้ หรือ Yield Farming เพิ่มผลตอบแทนได้
  • ไม่มีต้นทุน Hardware (แต่มีค่า Fee ประมาณ 5%)
  • ผลตอบแทนได้แบบเฉลี่ย ต่างจากที่ต้องรอสุ่มเป็นคนบันทึกธุรกรรมแบบเดิม (รูปด้านซ้าย)
  • ไม่มีขั้นต่ำ 32 ETH

ด้วย Roadmap ที่ชัดเจนและการพัฒนาทิ้งห่าง layer 1 ตัวอื่นๆ และการเปิดให้ถอน ETH จาก Shanghai Upgrade จะทำให้สัดส่วน Staking Ratio ของ Ethereum มากขึ้นกว่าเดิม เป็นอานิสงส์ให้กับกลุ่ม LSD อย่างชัดเจน

โปรเจกต์ Liquid Staking ที่น่าจับตามองมีด้วยกันดังนี้

  • Lido (LDO) กิน Market Share ไปมากกว่า 70% เป็นผู้นำอย่างชัดเจนในกลุ่มนี้
  • Rocket Pool (RPL) ด้วยโมเดล Minipool ที่เปิดให้ Validator Node มายืม 16 ETH และต้องใช้ RPL ในการค้ำ ทำให้ Rocket Pool ช่วยให้เปิด Node ได้เยอะขึ้นแล้วใช้ RPL ในการใช้งานจริง
  • Frax Finance (FXS) แพลตฟอร์มเจ้าของ Frax Stablecoin ที่เปิดการทำ LSD ด้วยเช่นกัน มีจุดเด่นคือการนำ LSD ไปใช้ทั้ Lending และ Yield farming ได้หลากหลายทางแทนที่จะรับ ETH Block Reward
  • Stader (SD) มีประสบการณ์ในเชนอื่นมาก่อน ใกล้จะเปิดตัวบน Ethereum เร็วๆนี้ โดยมีโมเดลให้คนมายืม ETH ในการตั้ง Node โดยให้ยืมได้สูงสุดถึง 28 ETH และใช้ของตัวเองเพียง 4 ETH เท่านั้น
  • Stakewise (SWISE) แพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่ผ่านการ KYC/AML อย่างถูกต้อง มีพันธมิตรเป็น Blackdaemon และ B2C2 ที่ช่วยอำนวยความสะดวกเรื่องสภาพคล่องให้นักลงทุนสถาบันอีกด้วย

จากเหตุการณ์ Bank Run กับธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) ที่ทำให้เกิดผลกระทบตามมามากมายจนท้ายที่สุดแล้วต้องปิดตัวลงและ Fed ต้องเข้ามาช่วยเหลือผู้ฝากเงินนั้นทำให้เราได้เห็นความเสี่ยงบางอย่างที่หลายคนอาจไม่เคยตระหนักมาก่อน นั่นก็คือ “คุณไม่ได้เป็นเจ้าของเงินในธนาคารได้อย่างแท้จริง” ซึ่งถ้าเกิด Fed ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือ ผู้ฝากก็อาจไม่ได้เงินคืนหรือได้คืนไม่เต็มจำนวน โดยจะได้รับเงินประกันเงินฝากจาก FDIC สูงสุดเพียง $250,000 เท่านั้น 

ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็ได้ทำให้หลายคนเกิดความกลัวจากการที่เข้าถึงเงินของตัวเองไม่ได้ในช่วงที่ Fed ยังไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือ แต่อย่างไรก็ตามการช่วยเหลือของ Fed หลายๆ ครั้งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อและลดมูลค่าของเงินไปเรื่อยๆ 

แม้ความเสียหายจะไม่ได้ใหญ่มากและคนก็อาจยังมีศรัทธาในธนาคารใหญ่ๆ อย่าง JP Morgan, Bank of America, Wells Fargo, Citibank อยู่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์นี้ทำให้คนส่วนหนึ่งหันมาสนใจ Bitcoin มากขึ้น

การถือและเก็บ Bitcoin อย่างถูกต้องทำให้ผู้ถือสามารถเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องกังวลเรื่อง Bank Run หรือกังวลว่าจะเข้าถึงเงินไม่ได้ ไม่มีใครสามารถห้ามหรือจำกัดการเข้าถึงได้เหมือนกับการฝากเงินในธนาคาร อีกทั้ง Bitcoin นั้นไร้ตัวกลางควบคุม มีปริมาณจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญและไม่มีใครมาเปลี่ยนนโยบายการเงินนี้ได้ง่ายๆ ระบบก็ค่อนข้างแข็งแกร่งด้วย Uptime 99.98% ตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมาโดยไม่ต้องพึ่ง Server กลางที่ไหนหรือ Cloud Computer เจ้าไหน

หากสกุลเงินภายในประเทศใดประเทศหนึ่งมีปัญหา เงินที่เป็นกลางที่ไม่ได้ผูกความเสี่ยงไว้กับสกุลเงินใดสกุลหนึ่งอย่าง Bitcoin ก็สามารถเป็น Plan B ที่จะทำให้เราสามารถเคลื่อนย้าย Wealth ไปที่ไหนบนโลกก็ได้แบบง่ายๆ เพราะ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ไร้พรหมแดน พกพาสะดวกโดยไม่ต้องขออนุญาตใครเหมือนกับทองคำ

คุณสมบัติของ Bitcoin ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากระบบธนาคารและระบบการเงินในปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด และเหตุการณ์การล่มสลายของ Silicon Valley Bank ก็เป็นตัวจุดชนวนให้ Bitcoin กลับมาเป็นที่ถูกพูดถึงอีกครั้งและทำให้คนสนใจที่จะเข้ามาศึกษา Bitcoin มากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต

ผลตอบแทนที่ได้จากพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นสหรัฐ (Treasury Bills) แบบระยะสั้น 3 เดือน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 4.87% ส่วนผลตอบแทนจากการฟาร์มหรือปล่อยกู้ Stablecoin บนแพลทฟอร์มต่างๆในช่วงนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 14.5% ซึ่งสำหรับการฟาร์ม Stablecoin สามารถเลือกฝากกับแพลทฟอร์มที่มีความปลอดภัยสูงและเปิดมานาน เช่น Curve, UniSwap, PancakeSwap, Aave, Compound, Traderjoe หรือจะเลือกฝากบนแพลทฟอร์มที่ใหม่กว่าและผลตอบแทนสูงกว่าอย่างเช่น Velodrome ก็ได้เช่นกัน โดยผลตอบแทนเฉลี่ยระหว่างพันธบัตรเทียบกับการฟาร์ม Stablecoin ต่างกันอยู่ที่ประมาณ 2.9 เท่า 

โดยในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาผลตอบแทนจากการฟาร์ม Stablecoin พุ่งสูงขึ้นมากเป็นผลมาจากการ Depeg ของ USDC และลามไปถึงตัวอื่นๆด้วยอย่างเช่น DAI, FRAX, sUSD, BUSD ทำให้การทำธุรกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงดังกล่าว นอกจากผลตอบแทนการฟาร์มแล้ว ผลตอบแทนจากการปล่อยกู้เหรียญ Stablecoin โดยเฉพาะอย่างยิ่ง USDT ก็พุ่งสูงเช่นกัน ซึ่งคาดว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีคนต้องการกู้ USDT ไปช้อนซื้อเหรียญ USDC เพื่อเก็งการกลับมา Peg อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่พุ่งสูงในช่วงนี้ถือเป็นเหตุการณ์ชั่วคราวและน่าจะลดลงเมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ

สภาวะตลาด NFT ในช่วง 30 วันที่ผ่านมาพบว่าปริมาณซื้อขาย NFT บน Ethereum Blockchain มีการปรับตัวลงที่ -11.77% ซึ่งคาดว่าเป็นเหตุผลที่ช่วงเดือนก่อนมีผู้ใช้งานได้ทำการ Listing/Bidding ที่แพลตฟอร์ม Blur เพื่อรับ Airdrop มากขึ้นในช่วง Phase 2 ของ Blur แต่ช่วงที่ผ่านมานั้นพบว่าตลาดมีการปรับตัวลงโดยเฉพาะอย่างราคาของ Ethereum ที่ลดลงจากประมาณ 1600 ETHUSD ไปอยู่ที่ 1400 ETHUSD และทำให้การซื้อขาย NFT ชะลอตัวตามไปด้วย

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรจับตาดูในช่วงนี้คือการทำ Airdrop Blur เนื่องจากการทำ Listing/Bidding ตอนนี้จะได้รับคะแนนคูณสองจนถึงวันที่ 1 เมษายน ซึ่งไม่อีกกี่สัปดาห์เท่านั้น เพราะฉะนั้นราคา Ethereum ที่ลดลงมาจึงเป็นเหมือนโอกาสที่ดีในการทำ Airdrop ที่เป็นเหมือนการ Staking ในตัว แต่ถึงอย่างนั้นการทำ Airdrop ตรงนี้ก็มีความเสี่ยงอยู่หลัก ๆ อยู่สามอย่างคือ 1. ราคา Floor Price ที่มีสิทธิร่วง 2. สภาพคล่องต่ำ และ 3. ราคา Ethereum ที่มีสิทธิร่วงต่อ เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำ Airdrop จึงควรพิจารณาความเสี่ยงในส่วนนี้อยู่เสมอด้วยเช่นกัน

เมื่อช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาทางตลาด NFT ได้สนใจในตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Bitcoin ซึ่งก็คือ Bitcoin Ordinals ที่คนเรียกกันว่า Bitcoin NFT โดยถึงแม้จะถูกเรียกอย่างนั้นในช่วงแรก แต่การทำงานจริง ๆ ของ Bitcoin Ordinals กับ NFT ที่ถูกนิยมใช้อย่างบน Ethereum นั้นก็มีการแตกต่างกันพอสมควร

โดยหลัก ๆ แล้วความต่างระหว่างสองอย่างนี้คือการที่ Bitcoin Ordinals นั้นจะผูกติดเป็น Inscription ของ Sats ซึ่งเรียกเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายคือเป็นเหมือน “บาร์โค้ด” สินค้าในเวอร์ชั่นที่เป็นรูปภาพ โดยสินค้าในที่นี้คือ Sats นั่นเอง ส่วน NFT ของ Ethereum ก็คือจะเป็นโทเคนอีกชนิดที่มีความแตกต่างในตัวของตัวเอง โดยถ้าเราซื้อ NFT ที่อยู่บน Ethereum เราจะได้ครอบครองโทเคนที่มี Metadata เป็นรูปภาพที่เราต้องการ ส่วนถ้าเป็น Bitcoin Ordinals จะเป็นเหมือน “บาร์โค้ด” ของ Sats ที่เป็นรูป

และนอกจากนั้นความต่างยังมีอีกหลายอย่างพอสมควรตามตารางด้านล่างที่สรุปโดย Galaxy Research

ซึ่งเมื่อดูจากตารางจะพบว่า Ethereum NFT ยังสามารถทำอะไรหลายอย่างได้มากกว่าพอสมควร เพราะฉะนั้นการพัฒนาของ Bitcoin NFT หรือ Bitcoin Ordinals นั้นคงต้องจับตาดูกันไปเรื่อย ๆ

เมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา ทาง Immutable ได้มีการจ้าง CMO, CCO และ CFO เพิ่มเข้ามาเพื่อเสริมทัพสำหรับแผนการพัฒนา Ecosystem ของ Immutable X

Devon Ferreiea ที่เป็น CMO คนใหม่นี้มาจาก Ava Labs ที่เป็นผู้พัฒนา Avalanche Blockchain โดยเขาเคยเป็นหัวหอกที่ดูเรื่อง Brand & Marketing ทั้งหมดให้ Avalanche

อีกคนคือ David Bicknell มาเป็น CFO ซึ่งเขาเคยทำงานกับ Meta และ Twitter ก่อนส่วนคนสุดท้ายคือ Jason Suen ที่ได้รับเลื่อนขั้นจาก Senior Vice Prisident ขึ้นมาเป็น CCO โดยก่อนหน้าจะเข้ามาที่ Immutable ก็เคยทำงานให้กับ Shopify

นอกจากการประกาศเรื่องการเพิ่มตำแหน่งบริหารแล้ว ทาง Devon Ferreiea ก็ได้มีการอัพเดทเรื่องสถานการณ์ในบริษัทด้วยซึ่งตอนนี้ Immutable มีพนักงานรวมแล้วกว่า 263 คน โดยก่อนหน้านี้ได้มีการ Lay off ไป 10%

ส่วน Balance Sheet ของบริษัทก็มีเงินสดเหลืออยู่มากว่า 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ทาง Immutable สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้มากกว่า 4 ปี โดยเงินส่วนมากนั้นได้มากจากการระดมทุนเมื่อต้นปี 2022 ในรอบ Series C จำนวน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วย Valuation ที่มูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

.

คำเตือนความเสี่ยง : คริปโทเคอร์เรนซี่มีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต

Authors

Share :
Related
Solana Mobile ซื้อโทรศัพท์แล้วได้เงินมีอยู่จริง !!
CoinTalk (10/5/2024):
CoinTalk (03/05/24):
CoinTalk (26/4/2024): ได้เวลากลับไปทำงานประจำ