Cryptomind Bi-weekly Outlook (16-30 September 2022)
Share :
Untitled

หลังจากที่ BTC นั้นได้เคลื่อนที่อยู่ในกรอบแคบๆมาประมาณ 1 อาทิตย์ ราคาได้มีการเคลื่อนที่ขึ้นเพื่อเบรคกรอบพักตัวอย่างรุนแรงทำให้นักวิเคราะห์หลายๆคนมอง

ว่ามันจะกลับตัวเป็นขาขึ้น แต่ในวันถัดมาราคาได้ปรับตัวลงจนหลุดจุดต่ำสุดก่อนหน้าและเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลงทันที

สำหรับกราฟราคาของ BTC ใน TF Day นั้นอยู่ในแนวโน้มขาลงมี Lower Low เกิดขึ้นที่ $18,100 แต่ในขณะเดียวกันได้มีสัญญาณ Bullish Divergence เกิดขึ้น (ดูจากเส้นสีน้ำเงิน) ซึ่งการเกิดสัญญาณนี้เป็นการบอกว่าราคาจะมีการเคลื่อนที่ในทางตรงข้ามกับแนวโน้มขาลง ทำให้คาดว่าเราจะได้เห็นการ Rebound ของราคา BTC ในระยะสั้นขึ้นไปที่เป้าราคาที่ $21,000 และ $21,700 ตามลำดับและหลังจากนั้นราคามีโอกาสปรับตัวลงต่อตามแนวโน้มของราคา ซึ่งเป้าขาลงในภาพใหญ่ของ BTC จาก Fibo คือที่ราคา $17,300 $15,900 และ $14,300 ตามลำดับ

หลังจากเราได้แนวโน้มหลักจากการวิเคราะห์ใน TF Day แล้ว เราจะมาดูกราฟราคาใน TF 4 Hr ที่เป็นคลื่นย่อยภายในของ TF Day ซึ่งคลื่นชุดล่าสุดได้มีการเคลื่อนที่สนับสนุนสัญญาณการกลับตัวระยะสั้นของภาพใหญ่เนื่อง

จากราคามีการทำชุดคลื่นที่ขึ้นไปทำ Higher High และลงมาทำ Lower Low จากจุดนี้จะเห็นว่าราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น ทำให้ช่วยสนับสนุนการ Rebound ขึ้นครั้งนี้ และจากการใช้ TF 4 Hr หาเป็าขาขึ้นด้วย Fibo จะเห็นว่าราคามีโอกาสขึ้นไปที่โซน $21,000 สูงและสอดคล้องกับเป้าในภาพใหญ่อีกด้วย

โดยสรุปคือภาพรวมของราคา BTC มีความน่าเป็นห่วงมากใน TF Day ได้มีการเลือกทางเป็นขาลงชัดเจนและมีโอกาสลงไปถึงโซนราคา $14,000 แม้ว่าในระยะสั้นมีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้นแต่ก็จะเป็นการขึ้นเพื่อสะสมพลังในการลงต่อ ใครที่ซื้อเก็งกำไรควรติดตามการ Rebound และการเสียทรงขาขึ้นของ TF 4 Hr อย่างใกล้ชิด

สำหรับคนที่ต้องการสะสมบิทคอยน์ในราคาถูกสามารถพิจารณาได้ที่โซนแนวรับตามของ TF Day

ATOM นั้นได้ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและในอาทิตย์ที่ผ่านมาเราได้เห็นความ

พยายามที่จะปรับตัวขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมแต่ไม่สำเร็จและราคาได้ปรับตัวลงมาถึง 25% ในอาทิตย์ที่ผ่านมา

สำหรับราคาใน TF Day ได้มีการปรับตัวลงมาทดสอบโซนแนวต้านเดิมที่ราคาได้ Break out ออกมาและยังเป็นโซน 38.2 ของ Fibo อีกด้วย 

โดยตอนนี้มองว่า ATOM กำลังอยู่ในช่วงการพักตัว เนื่องจากในช่วงขาขึ้นที่ผ่านมาราคาได้ขึ้นไปสุดโซนราคาที่ 423.6% ของเป้า Fibo พร้อมกับ RSI Oversold ไปเรียบร้อยแล้ว จึงมองว่าต้องมีการพักตัวให้ Stochastic RSI ลงมาทำ Overbought หนึ่งรอบก่อนที่จะสามารถขึ้นต่อได้ โดยเป้าหมายการลงในรอบนี้อยู่ที่โซนราคา $11.4 และ $10 ตามลำดับ

สำหรับใน TF 4 Hr นั้นจะเห็นการเคลื่อนที่ของราคาตามลูกศรสีเหลืองที่เป็นการเคลื่อนที่ในแนวโน้มขาลงอย่างสมบูรณ์ และยังไม่มีสัญญาณการกลับตัวให้เห็นจาก Indicator หรือ Price action ใดๆ จึงมองว่ามีโอกาสสูงที่ราคาจะเคลื่อนที่ลงต่อตามแนวโน้มเดิมลงไปที่เป้าขาลงของ TF นี้ที่ราคา $10.9 และ $9.5 ตามลำดับซึ่งทั้งสองโซนนี้ราคาจะมีโอกาสจบการพักตัวได้ จะเห็นว่าเป้าหมายของราคาที่เราหาจากทั้งสอง TF นั้นมีความเหลื่อมกันอยู่ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะเชื่อเป้าราคาจาก TF ย่อยมากกว่า

โดยสรุปมองว่า ATOM กำลังอยู่ในช่วงการพักตัวเพื่อสะสมกำลังขึ้นต่อ โดยโซนราคาที่มีโอกาสจบการพักตัวคือโซน $10.9 และ $9.5 ซึ่งนักลงทุนควรจับตามองการพักตัวของราคาที่โซนเป้าหมายและสังเกตุสัญญาณการปรับตัวเพื่อเข้าสะสมหรือเข้าเก็งกำไรระยะสั้น

สำหรับราคาของ BNB นั้นถือว่ามีความน่าสนใจและมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเหรียญ Big Cap ส่วนมากเช่น BTC และ ETH ที่ปรับตัวลงมาค่อนข้างเยอะในอาทิตย์ที่ผ่านมา

ใน TF Day นั้นราคาได้มีการพักตัวหลังจากเคลื่อนขึ้นตามเส้น Trend line สีฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยสำหรับการพักตัวถ้าดูจาก TF Day อย่างเดียวจะบอกได้ยากว่าการพักตัวจบหรือยังหรือจะไปจบตรงไหน โดยตอนนี้บอกได้คร่าวๆว่า ราคายังคงเป็นแนวโน้มขาลงของการพักตัวและมีเป้าขาลงอยู่ที่โซนราคา $247, $233 และ $216 ตามลำดับ และหากเรานำทฤษฎี Elliot’s wave มาจับจะสามารถมองได้ว่าคลื่นที่ขึ้นมานั้นเป็นคลื่น1,2 และ 3 ส่วนการพักตัวในปัจจุบันเป็นสถานะคลื่น 4 และสิ่งที่เราทำได้คือการสังเกตุสัญญาณการกลับตัวของราคาตามแนวรับหรือไปดูใน TF ที่เล็กลง

เมื่อเราย่อยกราฟลงมาที่ TF 4 Hr นั้นจะเห็นว่าคลื่นย่อยได้มีการทำ Higher High และย่อลงมาทำ Lower Low เป็นที่เรียบร้อย ทำให้มองว่าเรามีโอกาสได้เห็นการปรับตัวขึ้นของราคาได้สูงและมีเป้าการขึ้นของราคาที่โซน $298 และ $318 ตามลำดับ อย่างไรก็ตามแม้ว่าคลื่นย่อยจะมีการเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาขึ้น เราก็ยังบอกได้ยากว่านี่จะเป็นการเคลื่อนที่แบบเทรนเลย หรือจะเป็นแค่การปรับตัวใน Correction ของคลื่น 4 ในภาพใหญ่ 

โดยสรุปมองว่า BNB ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นได้สูงในภาพเล็ก หากราคาไม่หลุดแนวรับเส้นสีแดงที่ราคา $256.7 แต่การขึ้นครั้งนี้บอกได้ยากว่าจะ

เป็นการขึ้นของคลื่น 5 หรือจะเป็นการขึ้นระยะสั้นของคลื่น 4 ที่ยังไม่จบกันแน่ แต่โดยภาพรวมแล้ว BNB ยังมีทรงกราฟที่สวยและกำลังอยู่ในช่วงพักตัวเพื่อสะสมพลังเพื่อขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่เหนือ $337 ได้

ตัวดัชนีได้ปรับตัวขึ้นมาถึง Target ของ Pattern Expanded diagonal และเริ่มมีแท่งเทียน Rejection เกิดขึ้นแล้ว ระยะสั้นอาจมีการย่อตัว 

แต่ Momentum Indicator อย่าง RSI ได้ล้างสถานะ Bearish Divergence เป็นที่เรียบร้อย บ่งบอกว่าเทรนด์ขาขึ้นยังคงแข็งแรง


ในระยะกลางถึงยาว เงินดอลล่าร์ถือว่ามี Narrative ที่แข็งแรงพอสมควร เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีภาพรวมเศรษฐกิจดีที่สุด ณ ตอนนี้ บวกกับการที่เงินเฟ้อยังคงภาพเดิมทำให้ธนาคารกลางยังต้องดึงสภาพคล่องออกจากตลาดทำให้เงินจากทั่วโลกไหลเข้าสหรัฐฯ

FED ประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ทำให้ดอกเบี้ยรวม 3.25% เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ โดย Powell ยังคงเน้นย้ำว่าจุดยืนของ FOMC ว่าความมั่นคงของราคาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ปัญหาในห่วงโซ่อุปทานที่เริ่มจะคลี่คลายไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อลดลงอย่างที่ควร จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยสูงขึ้นทุกวัน และการ Soft Landing ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ จากสถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนว่ายังต้องอยู่ในช่วงการเพิ่มดอกเบี้ยไปอีกระยะหนึ่ง ส่วนในอนาคตยังต้องเห็นทั้งตลาดแรงงานอ่อนแอกว่านี้ และการเติบโตของเศรษฐกิจกิจ (GDP growth) ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 2% สักระยะหนึ่งจึงจะเริ่มผ่อนคลายนโยบายทางการเงินได้

Dot plot มีการคาดการณ์ที่เปลี่ยนไปจากครั้งก่อน โดยคาดว่าดอกเบี้ยจะไปจบที่ 4.4% ภายในสิ้นปีนี้ หรือมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1.25% จากปัจจุบัน และอาจขึ้นไปถึง 5.5% ในปีหน้าซึ่งมีส่วนต่างสูงกว่าครั้งก่อนถึง 1% และน่าจะเริ่มลดดอกเบี้ยในช่วงปี 2024 

ส่วนการคาดการณ์การเติบโตของผลผลิตมวลรวมของประเทศ (Real GDP growth) ในปี 2022 อยู่ที่ 0.2% ซึ่งลดลงมาถึง 1.5% จากสองเดือนที่แล้ว ในขณะเดียวกันกลับคาดว่าอัตราการว่างงานจะอยู่ที่ 3.8% ซึ่งสูงกว่าสองเดือนที่แล้วเพียง 0.1% แสดงให้เห็นว่า FED ยังคงมองว่ายังมีพื้นที่ในการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอเศรษฐกิจโดยการจ้างงานจะยังไม่พังทลายลง แม้ว่าสุดท้ายการอ่อนตัวของตลาดแรงงานเป็นเรื่องจำเป็นก็ตาม 

ทั้งหมดที่กล่าวนี้จะส่งผลให้นักลงทุนขายสินทรัพย์ต่าง ๆ เนื่องจากแรงกดดันจากภาคมหภาคจะยังกดเศรษฐกิจต่อไปอีกนานกว่าที่หวังไว้ โดย S&P 500 กลับไปที่ระดับ -20% อีกครั้ง ไปจนถึงดอกเบี้ย 2-year และ 10-year bond พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบสิบปี และ Bitcoin ลงมาต่ำกว่า $19,000 อีกครั้ง แม้เมื่อคืนวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมาตลาดต่าง ๆ มีการฟื้นตัวเล็กน้อยเป็นผลจากธนาคารกลางอังกฤษที่ออกประกาศอุ้มตลาดพันธบัตรที่พังลงมานั่นเอง

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาราคา Cryptocurrency ปรับตัวลดลงอีกครั้งหลังจากที่ Fed ประกาศขึ้นดอกเบี้ยที่ระดับ 0.75% เป็นผลทำให้ราคาเหรียญต่างๆรวมถึงเหรียญ DeFi ส่วนใหญ่ปรับตัวลดลงตามข่าวดังกล่าว ซึ่งถ้าใครติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าตลาดคริปโทฯในช่วงนี้จะเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideway ตามข่าวเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ก็จะมีเหรียญบางตัวที่มี Story ที่ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นสวนตลาดให้สามารถทำกำไรในระยะสั้นๆได้ อย่างเช่น LUNC ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 60% ภายในหนึ่งวันหลังจากที่ Binance ประกาศเผาค่าธรรมเนียมจากการเทรด หรือเหรียญอย่าง LINK ที่ปรับตัวขึ้นกว่า 20% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตอบรับงาน Smartcon ที่กำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 28-29 กันยายนนี้ ต้องติดตามดูว่าใน Event ดังกล่าวว่าจะมีข่าวดีเกี่ยวกับ LINK Staking และ Chainlink CCIP ตามที่ตลาดคาดหรือไม่

สำหรับ TVL ของ DeFi บนแต่ละเชนจากที่ทรงๆในช่วงที่ผ่านมาก็ได้ปรับลดลงอีกครั้ง โดย TVL รวมของทุกเชนปรับลดลงเฉลี่ย 10% นำโดยเชน Ethereum ที่ปรับตัวลดลงมากที่สุดที่ 11% พร้อมกับราคาของเหรียญ ETH ที่ปรับลดลงมากกว่า 20% นับเป็นการ Sell-the-Fact หลังการอัพเกรด The Merge ในก่อนหน้านี้ โดยแม้สภาวะของ DeFi จะไม่สดใสตามสภาวะตลาดโดยรวม ก็ยังมีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ อย่างเช่น การออก Whitepaper ของ Atom 2.0 และการเปิดใข้งาน Native USDT บนเชน Polkadot และ Near Protocol เพื่อเพิ่มการใช้งาน DeFi บนเชนดังกล่าว  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า DeFi ยังมีการพัฒนาเกิดขึ้นเสมอ และพร้อมจะกลับมาสดใสอีกครั้งถ้าสถานการณ์เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น

ภายในงาน Cosmoverse ทางทีมได้มีการกล่าวถึงเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาเพื่อสร้าง Ruvenue Model เข้าสู่ Cosmos Hub เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นขอแบ่งการพัฒนาของ Cosmos เป็นสามส่วนใหญ่ๆ ดังนี้

  • Cosmos Stack เป็นเทคโนโลยีโครงสร้างสำคัญทั้งหมด 3 ส่วนคือ Tendermint Consensus, IBC และ Cosmos SDK ทั้งสามส่วนเป็นเหมือนโครงสร้างพื้นฐานของนักพัฒนาที่จะขึ้นมาสร้างโปรโตคอลบน Cosmos ซึ่งปัจจุบันพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์แล้วเหลือเพียง IBC ที่จะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2023
  • Secure Economic Scaling เป็นส่วนที่จะทำให้ Cosmos มีรายได้     เพิ่มขึ้นจากการทำ Interchain Security  และดึงดูด Holder ให้มา   Stake ATOM ด้วย Liquid Staking 
  • Hub-specific Functionality เป็นส่วนที่จะทำให้ ATOM กลายเป็น Reserve Currency ของ Platform ที่ขึ้นมาสร้างบน Cosmos ด้วย Interchain Allocator และ Interchain Scheduler 

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ Cosmos ได้เกิดขึ้นในงาน Cosmoverse ที่จัดขึ้นวันที่ 26 – 28 กันยายน โดยมีการประกาศ Whitepaper ATOM 2.0 ที่ปรับ Tokenomics ใหม่ โดยเหรียญ ATOM จะมีการปรับลด Inflation ลง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง Interchain Security, Interchain Scheduler และ Interchain Allocator ซึ่งส่งผลให้ Cosmos มีรายได้ที่ชัดเจนขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยน Tokenomics และ Business Model ครั้งใหญ่ของ Cosmos

จาก Whitepaper ATOM 2.0 Cosmos จะสามารถหารายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมในการเปิดให้บริการ Interchain Security และ ค่าธรรมเนียมจากการเปิด MEV Market Cross Chain ซึ่งน่าจะเป็นช่องทางในการสร้างรายได้เข้าสู่ Cosmos ได้เป็นอย่างดี แล้วจากนั้นค่าธรรมเนียมที่เก็บได้จะเข้าสู่  Validator แล้วแจกจ่ายให้กับ ATOM Staker ต่อไป ซึ่งถือเป็นแรงดึงดูดให้ ATOM Holder อยาก Stake ATOM มากขึ้น

อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญใน Whitepaper ATOM 2.0 คือมีการปรับลด Inflation ของเหรียญ ATOM จากเดิมที่เฟ้อขึ้น 7-20% ต่อปี จะค่อยๆปรับลดลงจนเหลือเพียง 1% ต่อปี ซึ่งถือเป็นข่าวดีในระยะยาวแต่กลับเป็นข่าวร้ายในระยะสั้นเพราะก่อนจะปรับลด Inflation จะมีการเพิ่ม Inflation ในช่วง 8 เดือนแรกก่อน โดยจะปล่อยที่ 10m ATOM ในเดือนแรก คิดเป็นกว่า 40% ต่อปี แล้วค่อยๆลดลงจนเหลือ 12.8% ต่อปีซึ่งเท่ากับ Inflation ปัจจุบันในเดือนที่ 9 แล้วจากนั้นจะค่อยๆลดลงจนเหลือ 1%  ในเดือนที่ 36

เทคโนโลยีที่จะทำให้ Cosmos สร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนได้แก่

Interchain Security และ Interchain Scheduler 

  • Interchain Security คือการที่บล็อกเชนโปรโตคอลที่ขึ้นมาพัฒนาบน Cosmos ใช้ Validators Node ของ Cosmos Hub เพื่อตรวจสอบและยืนยันธุรกรรม หรือเรียกง่ายๆว่ายืมความปลอดภัยของ Cosmos Hub มาใช้และต้องจ่ายค่า Fee เป็นเหรียญ ATOM 
  • Interchain Scheduler คือ การหารายได้จากการทำ MEV Market แบบ On-Chain ด้วยการเปิดให้ Consumer Chain ประมูล Block Space ผ่าน MEV Market เเล้วส่ง Asset ข้ามเชนผ่าน IBC นอกจากนี้ Cosmos ยังทำ Open MEV เพื่อช่วยให้การแลกเปลี่ยน Asset ผ่าน DEX ใน Cosmos ปลอดภัยจาก Frontrunning อีกด้วย

Voyager Digital เว็บกระดานเทรดที่เป็นหนึ่งในผู้ประสบปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้นในช่วงตลาดคริปโทฯเข้าสู่วิกฤติในช่วงเดือนพฤษภาคม 2022 ทำให้ต้องมีการปิดฝาก-ถอน ซื้อ-ขาย คริปโทฯทั้งหมด และยังส่งผลให้ต่อจากนั้นทาง Voyager ต้องถูกฟ้องล้มละลายในหมวดหมู่ที่ 11 ไปในช่วงเดือนกรกฎาคม 2022 ที่ผ่านมา โดยครอบคลุมหน่วยธุรกิจทั้งหมด ได้แก่ Voyager Difital LLC, Voyager Digital Holdings และ Voyager Digital, Ltd. โดยสาเหตุที่ทำให้ต้องยื่นล้มละลายนั้นมีส่วนมาจากปัญหาทางการเงินที่เป็นผลมาจากการผิดนัดชำระจากลูกหนี้อย่าง Three Arrows Capital ที่ก่อนหน้านี้ได้กู้เงินจาก Voyager Digital ไปมูลค่ารวมกว่า 660 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

โดยก่อนหน้านี้ทาง Voyager มีการเปิดประมูลทรัพย์สินซึ่งมีหลายบริษัทอย่างเช่น Binance และ CrossTower เข้าร่วมยื่นข้อเสนอ แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมาทาง Voyager ก็ได้ออกมาประกาศว่า FTX US ได้ชนะการประมูลทรัพย์สินของ Voyager Digital ด้วยราคาเสนอที่ประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทาง Voyager กล่าวว่าราคาประมูลนั้นประกอบด้วย Fair Market Value ในอนาคตของมูลค่าเหรียญคริปโทฯที่ทาง Voyager ถืออยู่ทั้งหมดที่มีมูลค่ารวม 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับที่ว่าลูกค้าของ Voyager จะสามารถเข้าถอนเงินของพวกเขาได้เมื่อใดและเป็นสัดส่วนเท่าไหร่นั้นยังคงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนนัก แต่ทาง Voyager ก็ได้ออกมากล่าวว่า แพลทฟอร์ม FTX US จะเข้ามาช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อขายและจัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลได้หลังจากสรุปคดีในบทที่ 11 ของบริษัทเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอาจหมายถึงว่าหลังจากนี้ทาง FTX อาจมีการดึงให้ลูกค้าของ Voyager เปลี่ยนไปใช้แพลทฟอร์ม FTX ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องรอการประกาศข้อมูลเกี่ยวกับการควบรวมกิจการที่ชัดเจนกว่านี้จากทั้งสองฝ่าย

ในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Wintermute บริษัทดูแลเรื่อง Market Maker ได้สูญเสียเงิน 20 ล้าน OP มูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากความผิดพลาดด้านการสร้าง Wallet Address บน Layer 2 Optimism โดยสุดท้ายได้คืน 17 ล้าน OP และ 2 ล้าน OP ให้คนใน Ethereum Foundation

ในรอบนี้ Wintermute ก็โดนโจมตีอีกครั้งในเดือนกันยายน โดยสูญเสีย ETH, BTC, USDC, USDT และอื่นๆ อีก 68 เหรียญ รวมมูลค่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยความเสียเกิดจากความผิดพลาดของทีมงานที่ไม่ได้แก้ไขบัคใน Vanity Wallet Address ของ Wintermute

แม้ว่าการใช้ Vanity Wallet Address จะช่วยลดค่าธรรมเนียมจากความสั้นของ Bytecode และคิดว่าปลอดภัยเพียงพอ แต่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา 1Inch, Synthetix และอีก 3 โปรเจคที่เคยใช้ Vanity Wallet Address ก็โดนโจมตี เมื่อหาสาเหตุก็พบว่ามีวิธีอื่นที่ทำได้เร็วกว่านี้จึงแจ้งให้ทุกคนที่ใช้วิธีการเดียวกันได้ทราบ Wintermute ที่ใช้ Vanity Wallet Address ก็ได้ทำการเปลี่ยนตั้งแต่ตอนมิถุนายนเช่นกัน แต่เป็นเพราะความผิดพลาดของพนักงานที่ทำการ Blacklist Router แทนที่จะเป็นตัว Contract Address ที่ใช้เขียนธุรกรรมได้ เมื่อผู้ร้ายสุ่มเจอ Contract Address เมื่อต้นเดือนกันยายนจึงสามารถเซ็นธุรกรรมเพื่อดึงเงินออกไปได้


เงินที่ผู้ร้ายได้ไปในตอนนี้ส่วนหนึ่งยังพักอยู่ในกระเป๋าของผู้ร้าย และมีการนำ Stablecoin มูลค่า 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปฝากไว้ใน Curve เพื่อป้องกันไม่ให้ถูก Blacklist จาก Circle เพราะว่าถ้าจะทำจริงจะกระทบผู้ใช้งาน Curve อื่นๆทั้งหมด อย่างไรก็ตาม CEO ของ Wintermute คุณ Evgeny Gaevoy ได้แก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้วพร้อมทั้งเสนอให้ 16 ล้าน USDC หรือ 10% ของยอดที่เสียหายแก่ผู้ร้ายแลกกับการคืนเงินและไม่ดำเนินคดี ซึ่งยังรอคอยการตอบกลับจากผู้ร้าย

ผลตอบแทนที่ได้จากการฝากธนาคารและการฝากพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 2.34% ส่วนผลตอบแทนจากการฟาร์มหรือปล่อยกู้ Stablecoin บนแพลทฟอร์มต่างๆให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 3.12% ซึ่งสำหรับการฟาร์ม Stablecoin สามารถเลือกฝากกับแพลทฟอร์มที่มีความปลอดภัยสูงและเปิดมานาน เช่น Curve, UniSwap, PancakeSwap, Aave, Compound, Traderjoe และ Spookyswap หรือจะเลือกฝากบนแพลทฟอร์มที่ใหม่กว่าและผลตอบแทนสูงกว่าอย่างเช่น Velodrome ก็ได้เช่นกัน โดยผลตอบแทนเฉลี่ยระหว่างการฝากธนาคารหรือพันธบัตรเทียบกับการฟาร์ม Stablecoin ต่างกันอยู่ที่ประมาณ 1.33 เท่า

เมื่อเทียบกับเดือนก่อนๆจะพบว่าผลตอบแทนจากเงินฝากและพันธบัตรเพิ่มขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ  ส่วนผลตอบแทนในการฝาก Stablecoin กลับลดลงค่อนข้างมากจาก APR ประมาณ 8% ในช่วงไตรมาสแรกของปี ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจาก Trading Fee & Borrowing แต่เมื่อมีการทำธุรกรรมดังกล่าวลดลงจากสภาวะของตลาด ผลตอบแทนจึงลดลงตาม

สภาวะตลาด NFT ในช่วง 30 วันที่ผ่านมาพบว่าปริมาณการซื้อขายและผู้ซื้อขาย NFT บนบล็อกเชน Ethereum นั้นมีการปรับตัวลงเล็กน้อย แต่สำหรับของบล็อกเชน Solana ได้พบว่ามีเพิ่มขึ้นทั้งสองอย่างอย่างชัดเจน แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงการลงทุนใน NFT ในปัจจุบัน คอลเลคชั่น NFT ที่มาจากบล็อกเชน Ethereum ก็ยังมีแนวโน้มที่อยู่รอดมากกว่า โดยเมื่อไปดูข้อมูลปริมาณการซื้อขายย้อนหลังจะพบว่า NFT บน Ethereum จะมักติดเป็นอันดับต้น ๆ ของทุกเดือนตลอด โดยเฉพาะคอลเลคชั่นที่เป็น Ecosystem ของ Yuga Labs อย่าง Otherdeeds, BAYC, MAYC และ Cryptopunks

แต่อย่างไรก็ดีการจับตาใน NFT ที่มาจาก Solana ก็ยังมีความน่าสนใจเนื่องจากแม้ตลาดจะปรับตัวอยู่ในขาลง แต่ทั้งปริมาณผู้ซื้อขายและสภาพคล่องก็ยังมีสำหรับคอลเลคชั่นที่เป็นอันดับต้น ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรเฝ้าจับตาสำหรับ Solana คือ NFT ในอนาคตที่มี Use case เหมือนฝั่งของ Ethereum เพราะ Solana นั้นมี Royalty Users สูง และการเอา Use case มาใช้อาจจะทำให้พื้นฐานตรงนี้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก ซึ่งอาจจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ NFT ของ Solana เข้ามาแย่ง Marketshare ของ Ethereum ไปในอนาคต

สิ่งที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นอย่างมากกับวงการ NFT ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาคือการที่แบรนด์กาแฟที่มีเปิดอยู่ทุกมุมของโลกอย่าง Starbucks ได้ประกาศเปิดตัวโปรเจค Starbucks Odyssey บนบล็อกเชนที่มีชื่อเสียงอย่าง Polygon ซึ่งบล็อกเชน Polygon ก็เป็นที่รู้จักกันดีในส่วนของบล็อกเชนที่มีค่าธุรกรรมที่ถูกและรวดเร็ว ซึ่งการเปิดตัวของ Starbucks ครั้งนี้ก็ไม่ใช่เป็นการประกาศเปล่าๆ เพราะทาง Starbucks ก็ได้พอให้รายละเอียดมาบ้างว่า NFT นั่นจะเป็นอย่างไร

โดยรายละเอียดของ Starbucks Odyssey เท่าที่ทราบตอนนี้นั้นจะเป็นการออก NFT ที่จะมามอบ Utility ให้กับผู้ถือ โดย Utility ตรงนี้ก็จะเป็น Utility ที่มากกว่าที่สตาร์บัคเคยมอบให้กับผู้ใช้งานทั่วไป อย่างเช่น การมีโอกาสได้รับกาแฟพันธุ์พิเศษของสตาร์บัค, ได้ไปเรียนคลาสทำกาแฟ, มีสิทธิได้รับสินค้าของสตาร์บัคที่มีการจับมือกับศิลปิน หรือแม้กระทั่งได้รับสิทธิในไปเยี่ยมชมฟาร์มกาแฟของสตาร์บัคเลยทีเดียว

ซึ่งนี่ก็เป็นสิทธิที่ Starbucks น่าจะมอบในอนาคตให้กับผู้ที่ถือ NFT โดย NFT ที่จะเปิดขายในอนาคตก็อาจจะมีทั้งราคาไม่แพงและราคาแพงโดยขึ้นอยู่กับ Utility ของ NFT 

อย่างไรก็ตามการประกาศนี้ของสตาร์บัคก็นับเป็นเรื่องดีว่าแม้ NFT และตลาดคริปโตจะอยู่ในช่วงภาวะตลาดหมี แต่ก็มีแบรนด์ใหญ่แบบนี้เข้ามายัง NFT มากขึ้นเรื่อยๆ จากการที่มันเป็นเทคโนโลยีที่สร้าง Value เพิ่มให้กับผู้คนโดยเฉพาะในด้าน Digital Ownership อย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา HSBC ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของกิจกรรมแรกที่ได้จัดทำขึ้นใน The Sandbox Metaverse หลังจากการประกาศความร่วมมือตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2022

HSBC ต้องการเปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่และ immersive เกี่ยวกับด้านกีฬาโดยเฉพาะกีฬารักบี้ เนื่องจากในวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2022 นี้ จะเป็นการกลับมาจัดการแข่งขัน Hong Kong Sevens ที่มี HSBC และ Cathay Pacific เป็นผู้สนับสนุนหลัก หลังจากห่างหายไปเกือบ 3 ปีเนื่องจาก COVID-19

**Hong Kong Sevens เป็นมหกรรมการแข่งขันรักบี้ประจำปีระดับโลก จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1976 โดยสมาคมรักบี้แห่งฮ่องกง และเป็นหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ที่สุดในซีรี่ย์การแข่งขัน World Rugby Sevens

กิจกรรมของ HSBC ใน The Sandbox นั้นจะเป็นการทำ Virtual Stadium และจะเปิดให้ผู้สนใจเข้าไปทำกิจกรรมทั้งหมด 6 กิจกรรมที่เกี่ยวกับรักบี้อย่างเช่น Mini Game, การตอบคำถามต่างๆ เป็นต้น โดยกิจกรรมจะจัดตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคมถึง 14 พฤศจิกายน และผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สิทธิ์ลุ้นตั๋ว Hong Kong Sevens Rugby Tournament อีกด้วย

GTA Creator Backs Web3 Gaming Studio in $7.6 Million Seed Round

Random Games (Blockchain Gaming Studio) สามารถระดมทุนรอบ Seed Round ได้ 7.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก Venture Capital ที่นำโดย Resolute Ventures และ Asymmetric พร้อมกับ IGNIA, 2 Punks Capital, ID345, Polygon และ นักพัฒนาเกมชื่อดังอย่าง David Jones ที่เป็นผู้ร่วมสร้างเกม Grand Theft Auto series โดย David Jones จะมาเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทด้วย

Random Games เป็น Blockchain Gaming Studio ที่ก่อตั้งเมื่อเดือนกันยายน 2021 โดยผู้ที่อยู่ในวงการเกมมานานสองคนซึ่งก็คือ Tony Harman ที่เป็นหนึ่งในผู้บริหาร Nintendo และ DMA Designs ที่เป็น Gaming Studio ผู้อยู่เบื้องหลังซีรีย์เกม GTA) และอีกคนหนึ่งก็คือ Wyeth Ridgway ที่เป็น Founder และ CEO ของ Leviathan Games ที่เป็นผู้พัฒนาเกม Terminator, Star Trek, South Park, and Pirates of the Caribbean

โดยในโปรเจกต์แรก ทาง Random Games จะมุ่งพัฒนาเกม Unioverse ในรูปแบบ Community-Owned ที่นักพัฒนาหรือผู้เล่นทั่วไปสามารถนำ Asset ต่างๆ ภายในเกมมมาต่อยอดเป็นเกมใหม่, การ์ตูน,เสื้อผ้า หรืออย่างอื่นก็ได้ตามจินตนาการของผู้เล่น ซึ่งผู้ที่นำมาต่อยอดสามารถนำของเหล่านั้นมาขายได้ด้วย เหมือนการที่ Marvel อนุญาตให้นำตัวละครต่างๆ ไปต่อยอดเป็นหนังหรือการ์ตูนในฉบับของตัวเองได้ ซึ่งทาง Unioverse ที่มีทีมงานระดับโลกจะเป็นผู้สร้าง Ecosystem ให้ โดย Asset ต่างๆ จะมาในรูปแบบ NFT

.

คำเตือนความเสี่ยง : คริปโทเคอร์เรนซี่มีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต

Share :

Related

เจาะลึก “Undercollateralized lending” Hidden gem ตัวต่อไปของโลก DeFi
Proof of Reserve
Proof of Reserve คืออะไร และ Safe CEX ของ Vitalik น่าสนใจแค่ไหน?
สรุป CoinTalk ประจำวันที่ 18/11/2022
Cryptomind Bi-weekly Outlook (1-15 November 2022)