Cryptomind Bi-weekly Outlook (1-15 September 2022)
Share :
AW_Biweekly Report Sep 1-15_FB-01

สำหรับ Bitcoin ในภาพใหญ่หรือ TF day นั้น ได้ปรับตัวลงมาที่เป้าขาลงตามการวิเคราะห์รอบก่อนหน้าที่ $18,500 ทำให้ยังคงมุมมองใน TF นี้เป็นขาขึ้นตามเดิม โดยในวันอังคารที่ผ่านมาราคาได้มีการย่อตัวอย่างรุนแรง ตามการประกาศอัตราเงินเฟ้อ CPI ที่ยังคงสูงกว่าคาดอย่างต่อเนื่องที่ +8.3%

สำหรับในครึ่งเดือนหลังการเคลื่อนที่ของราคา Bitcoin ยังคงมองเป็น Structure ขาขึ้นตามลูกศรสีเหลือง และหากราคาไม่ย่อตัวต่ำกว่าแนวรับเดิมที่โซนเส้นสีแดงที่ $18,500 ราคาจะยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและมีเป้าขาขึ้นแรกของภาพใหญ่ที่โซน $29,000(เส้นสีเขียว) และการย่อลงมาในครั้งนี้จะเป็นเพียงการพักตัวของ TF เล็กเพื่อปรับตัวขึ้นต่อไป

สำหรับ Bitcoin ใน TF 4 hr นั้นหลังจากเป็นขาลงมาอย่างต่อเนื่อง ได้เกิด Divegence และราคาได้กลับตัวขึ้นไปจน Break จุดสูงสุดเก่าที่ $21,800 (เส้นสีเหลือง) ทำให้ตอนนี้ Bitcoin ใน TF นี้กลายเป็นขาขึ้นอย่างสมบูรณ์ และได้ขึ้นไปจนเเตะเป้าขาขึ้นของ Fibo 200% ที่ $22,600 เป็นที่เรียบร้อย และได้มีการพักตัวลงอย่างรุนแรงลงมาที่แนวรับแรกที่เส้นจุดสีส้ม

แม้ว่าการลงครั้งนี้อาจจะดูรุนแรงแต่จากมุมมองที่ว่าการเคลื่อนที่ของราคายังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและยังมีเข้าขาขึ้นที่แนว Fibo 261.8% (เส้นสีเขียว) เราจึงมองว่าการลงครั้งนี้เป็นแค่การพักตัวเพื่อลงมาให้ Stochastic RSI ของ TF นี้ทำ Oversold เพื่อกลับตัวขึ้นต่อ โดยจากการย่อยลงไปใน TF เล็กทำให้ได้แนวรับที่สำคัญคือแนวเส้นสีส้มทั้งสามเส้นที่ $20700, $20200 และ $19,500 ตามลำดับ

โดยสรุปคือการย่อตัวครั้งนี้ของ Bitcoin จะเป็นแค่การพักตัวเพื่อขึ้นไปที่เป้าขาขึ้น $23,900(เส้นสีเขียว) และเราต้องจับตามองสัญญาณการกลับตัวของราคาที่แนวรับเส้นสีส้มทั้งสามเส้นพร้อมการทำ Oversold ของ Stochastic RSI เพื่อเป็นสัญญาณการจบการพักตัวในระยะสั้นนี้

สำหรับราคาของ Ethereum นั้นได้มีการเคลื่อนที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นเหมือนกับครึ่งเดือนแรก และยังคงมีโอกาสเคลื่อนที่ตามสถานะคลื่น Elliot’s wave แบบ Impulse wave ตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ แต่มีจุดสำคัญที่ต้องระวังคือการขึ้นมาที่โซน $1,790 ในครั้งนี้ ราคาไม่ผ่านจุดสูงสุดเดิม(เส้นสีเหลือง) พร้อมกับ Stochastic RSI ทำ OverBought(วงกลมสีเหลือง) ทำให้ราคามีโอกาสเป็นขาลงได้และจะยืนยันการเป็นขาลงหากราคา เคลื่อนที่หลุดเส้นแนวรับสีส้ม

ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงสรุปว่าในตอนนี้ราคาของ Ethereum ใน TF day ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและมีเป้าขาขึ้นแรกที่ $2,400 (เส้นสีเขียว) โดยราคาต้องห้ามหลุดแนวรับสีส้มที่ $1,420 และหากหลุดจริงจะกลายเป็นแนวโน้มขาลงและมีเป้าขาลงที่ราคา $1,200 และ $1060 (เส้นสีแดง) ตามลำดับ

สำหรับในภาพเล็กที่ TF 4 ชั่วโมง ETH ได้กลับตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้นเป็นที่เรียบร้อย และมีการยืนยันจากการ Break จุดสูงสุดก่อนหน้าและทำ Higher High หลังจากนั้นได้มีการย่อลงมาและไม่หลุดจุดต่ำสุดก่อนหน้าที่เส้นแนวรับสีแดง จึงมองว่ายังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นและการเคลื่อนตัวลงของราคาเป็นแค่การพักตัว

ประกอบกับการย่อลงมานั้นได้ทำสัญญาณที่น่าสนใจคือ Stochastic RSI ได้ตัดกันและทำ Oversold เรียบร้อยร่วมกับมีการทำ Hidden Bullish Divergence อีกด้วย (เส้นสีน้ำเงิน) ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่ามีโอกาสจบการพักตัวเพื่อเคลื่อนที่ขึ้นต่อตามแนวโน้มขาขึ้นเดิม และเป้าหมายการขึ้นในรอบนี้คือแนว Fibo 161.8%, 200% และ 261.8% ที่ราคา $1,800, $1,880 และ $2,000 ตามลำดับ โดยราคาจะต้องไม่ปรับตัวลงต่ำกว่าแนวรับสีแดงที่ $1,490 ไม่เช่นนั้นราคาจะกลายเป็นขาลงแทน

โดยสรุปแล้ว Ethereum ในภาพใหญ่ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นตามเดิม แต่ยังคงมีจุดที่ต้องระวังว่าอาจจะเปลี่ยนเป็นขาลงหากหลุดแนวรับ แต่เมื่อมาวิเคราะห์ในภาพระยะสั้นหรือ TF 4 ชั่วโมงพบว่ามีสัญญาณที่สนับสนุนการเป็นขาขึ้นมากกว่าขาลงจึงมีโอกาสที่จะเคลื่อนที่ตามแนวโน้มขาขึ้นเดิมต่อสูงกว่า แต่นักเก็งกำไรต้องควบคุมความเสี่ยงและเฝ้าระวังการหลุดแนวรับอย่างใกล้ชิด

$ATOM จาก Cosmos ecosystem เป็นอีกหนึ่งเหรียญที่มีความน่าสนใจในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ราคาได้ปรับตัวลงมาจากสูงสุดถึง 90% ราคาได้มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน กว่า 200% 

สำหรับการเคลื่อนที่ของราคาใน TF day นั้นจะเห็นว่าเป็นการเคลื่อนที่แบบ Side way up โดยจาก Chart Pattern จะพบว่าราคาได้มีการ Break กรอบของราคาและกลับมา Retrace ที่จุดสูงสุดก่อนหน้าอีกครั้งซึ่งมักจะเกิดแรงเก็งกำไรตรงนี้ได้ แต่จากการหาเป้าของราคาในการขึ้นครั้งนี้พบว่าราคาขึ้นไปจนถึงแนว 423.6% ของ Fibo แล้วซึ่งทำให้มีโอกาสย่อตัวสูง แต่จากการที่ราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นการย่อครั้งนี้จะมีโอกาสที่จะ เป็นเพียงการพักตัวเพื่อขึ้นต่อ

สำหรับในภาพระยะสั้นที่ TF 4 ชั่วโมง $ATOM ยังคงเคลื่อนที่ในแนวโน้มขาขึ้น และได้มีการยืนยันการขึ้นต่อด้วยการ Break of Structure ขึ้นไปเหนือจุดสูงสุดก่อนหน้า ทำให้การย่อลงมาในครั้งนี้มองว่าเป็นการพักตัวเพื่อขึ้นต่อเท่านั้น และเป้าขาขึ้นที่มีโอกาสขึ้นไปถึงคือที่ราคา $18.8 โดยในจุดที่ราคาลงมาตอนนี้ Stochastic RSI มีการทำ Oversold เรียบร้อยแล้วทำให้มีโอกาสที่จะจบการพักตัวตรงนี้ และขึ้นไปหาเป้าของราคาได้เลย แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีสัญญาณที่จะช่วยสนับสนุนการกลับตัวอื่นๆและยังมีเป้าขาลงเหลืออยู่ที่โซนราคา $12.7 – $13.2 ทำให้ราคาอาจลงต่อมาที่โซนราคานี้จึงค่อยกลับตัวขึ้นก็เป็นได้

โดยสรุปการเคลื่อนที่ของ $ATOM ในทั้งภาพใหญ่และภาพเล็กเป็นแนวโน้มขาขึ้นทั้งคู่ ซึ่งสนับสนุนกันทั้งสอง TF ทำให้เรามองการย่อครั้งนี้ว่ามีโอกาสเป็นการพักตัวเพื่อขึ้นต่อสูง โดยการพักตัวในครั้งนี้มีโอกาสจบรอบได้ที่โซนราคาตรงนี้ที่ $14 หรืออาจลงไปจบที่เป้าขาลงที่เหลือก็เป็นได้ ฉะนั้นการเคลื่อนที่ของราคาในรูปแบบขาขึ้น สามารถเป็นได้ทั้งสองรูปแบบตามลูกศรสีเหลือง

ปัจจุบันดัชนีดอลลาร์ยังแข็งอยู่ในช่วง 110 USD จากการทำ Technical analysis จะเห็นว่าแนวโน้มดอลลาร์อาจแข็งขึ้นต่อไปอีกใน Expanded diagonal pattern ดังที่เห็นในกราฟ


ในระยะกลางถึงยาว เงินดอลล่าร์ถือว่ามี Narrative ที่แข็งแรงพอสมควร เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีภาพรวมเศรษฐกิจดีที่สุด ณ ตอนนี้ บวกกับการที่เงินเฟ้อยังคงภาพเดิมทำให้ธนาคารกลางยังต้องดึงสภาพคล่องออกจากตลาดทำให้เงินจากทั่วโลกไหลเข้าสหรัฐฯ  

ในทาง Fundamental เงินดอลลาร์สหรัฐยังไม่ส่งสัญญาณการอ่อนค่าลง และเงินสกุลใหญ่อื่นๆอย่าง ยูโร เยน หรือ หยวน ก็ไม่มีท่าทีจะแข็งค่าสู้เงินดอลลาร์ได้ในขณะนี้

จากเปอร์เซ็นต์เงินเฟ้อของสหรัฐฯที่ขึ้นมา 8.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเทียบ Core CPI (ไม่รวมหมวดหมู่พลังงานและบริโภค) รวมถึงเป็นตัวชี้วัด Demand ที่ขึ้นมา 0.6% จากเดือนที่แล้ว (จากเดิมที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.3%) ซึ่งก็นับว่าขึ้นมามาก แสดงให้เห็นว่า FED ยังไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งนี้ เนื่องด้วยราคาก๊าซและน้ำมันที่ลงมา 5% จากเดือนที่แล้ว แต่ด้านอื่นๆยังราคาขึ้นอยู่ทำให้โดยรวมเงินยังเฟ้ออยู่ (ค่าอาหาร, ค่ายานพาหนะ, ราคาที่อยู่อาศัย และ ค่ารักษาพยาบาล สูงขึ้น) 

ตลาดการเงินต่างๆตอบสนองค่อนข้างลบ หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาไม่ดีเท่าที่ควร ดอกเบี้ยเงินค้ำประกันบ้าน (Mortgage) สูงขึ้นแตะระดับ 14 ปี, Dow jones ลงไป 3.9%, Nasdaq ลงไป 5.2%, BTC ปรับจากระดับ 22,000 ไป 20,000 หรือเกือบๆ 10% ในระยะสั้นช่วงนี้ค่อนข้าง Bearish อาจต้องรอให้ตลาด Price in ไปก่อนเนื่องจากว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ไปอีกนาน หากแต่มองเรื่อง FED rate นับว่าดี เพราะตัวเลขออกมาชัดเจนว่า FED ต้องมีAction ตลาดขอแค่ความชัดเจนให้ตรงกับที่คาดไว้เพราะอย่างไรทุกอย่างได้ Priced in ตามที่คาดการณ์อยู่แล้ว แต่ระยะยาวน่าเป็นห่วงว่า BTC อาจจะติดอยู่ในโซนนี้ระยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากปัจจัย Macro ยังส่งผลกดทับอยู่มาก หากตลาดเห็นตรงเป็นเสียงเดียวมากขึ้นว่า FED รอบหน้าในเดือน ก.ย. น่าจะขึ้นดอกเบี้ยที่ .75% ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรจากการคาดการณ์เดิม ทั้งนี้เริ่มมีนักลงทุนมองว่าดอกเบี้ยรอบเดือน พ.ย. อาจจะต้องขึ้นเป็น 0.75% อีก (จากก่อนหน้าที่คาดว่า 0.5% เพราะเงินเฟ้อดูจะฝังรากลึกกว่าที่คิดไว้)

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาราคา Cryptocurrency ค่อนข้างผันผวนจากการประกาศตัวเลข CPI ของสหรัฐฯในวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมาในอัตราที่สูงกว่าตลาดคาด ทำให้ราคาเหรียญต่างๆรวมถึงเหรียญ DeFi ที่ก่อนหน้านี้ราคาปรับตัวขึ้นไปอย่างสดใส ได้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วหลังการประกาศ CPI ดังกล่าว โดยเหรียญอย่าง LUNA และ LUNC ที่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตามข่าว Tax Burn ที่กำลังจะเกิดขึ้นบน Luna Classic Chain นั้น ก็ได้ปรับตัวลงมากกว่าเหรียนอื่นๆ  นอกจากนี้เหรียญที่ปรับตัวชึ้นอย่างโดดเด่นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีเหรียญอย่าง ATOM ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 50% ตอบรับ Cosmoverse ที่จะจัดขึ้นในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ต้องติดตามรอดูว่าใน Event ดังกล่าวจะมีข่าวดีเกี่ยวกับ Interchain Security หรือ Atom2.0 ตามที่ตลาดคาดหรือไม่

สำหรับ TVL ของ DeFi บนเชนต่างๆ ถือว่าไม่ได้การเปลี่ยนแปลงมากนัก มีเพียงเชน Avalanche ที่ TVL ลดลงมากที่สุดถึง 12.63% อย่างไรก็ตามภาพรวม TVL ของทุกเชนก็ปรับลดลงเพียง 1.6% เท่านั้นซึ่งถือว่าไม่ได้มีนัยสำคัญ และจากรายงานของ DAppRadar เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมายังแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการใช้งาน DeFi ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.7% โดยถือเป็นครั้งแรกที่การใช้งาน DeFi เพิ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับ DeFi ว่าอาจจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง The Merge ที่กำลังจะมาถึงในช่วงวันที่ 13-15 กันยายนนี้ อาจจะทำให้ DeFi กลับมาโดดเด่นอีกครั้งก็เป็นได้

Frax Finance เดิมทีเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการสร้าง Stable coin ที่มีชื่อว่า Frax โดยใช้หลักการ Partial stable coin ที่ต้องใช้ USDC และเหรียญ FXS (เหรียญของทางแพลตฟอร์ม) ในการสร้างเหรียญ Stable Coin FRAX ขึ้นมา ปัจจุบันเหรียญ FRAX มี Market cap อยู่ที่ $1.46 Billion และเคยไปสูงสุดถึง $2.5 Billion

และทาง Frax Finance มีวิธีการหารายได้เข้า Platform ด้วยวิธีที่ชื่อว่า AMO (Algorithmic Market Operations Controller) หรือการนำเงินที่มีใน Reserve ไปลงทุนตามที่ต่างๆ เช่น DEX , Lending platform เพื่อหาผลตอบแทน และยังเป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยรักษาราคาของเหรียญ FRAX Stable Coin  อีกด้วย

และล่าสุด Frax Finance ก็ได้เปิดตัว Fraxlend เพื่อเพิ่มความต้องการใช้งาน FRAX และพัฒนา Ecosystem ของ Frax ให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น โดย Fraxlend ถือว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีสำหรับการ Mint FRAX โดยปัจจุบันทางแพลตฟอร์มจะให้ผู้ใช้งานที่ต้องการ Mint FRAX นำ Asset อย่าง ETH ,BTC มาเป็น Collateral ในการสร้าง FRAX ได้ (คล้ายๆกับวิธีการของ MakerDao) และแพลตฟอร์มก็เก็บดอกเบี้ยไป (เพิ่มรายได้ให้กับ AMO) ทำให้ Fraxlend นั้นเป็นวิธีการใหม่สำหนับการสร้าง FRAX stable coin และยังเป็นรายได้ทางใหม่ (AMO) ให้กับแพลตฟอร์มอีกด้วย

และที่น่าสนใจคือที่ผ่านมา AAVE ซึ่งป็น Lending ใหญ่ที่สุดในโลก Defi ก็เพิ่งได้เปิดตัว GHO (เหรียญ Stable coin ของแพลตฟอร์ม AAVE) ออกมา ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่าจับตามอง เนื่องจาก AAVE เป็น Lending ที่ต้องการออกเหรียญ Stable Coin แต่ Frax เป็น แพลตฟอร์ม Stable Coin ที่มาเปิดตัว Lending ทำให้ในภาพใหญ่ เราได้เห็นการแข่งขันกันที่ดุเดือดเพื่อแย่งผู้ใช้งานกัน ก็ต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ในอนาคตแพลตฟอร์มไหนจะสามารถพัฒนา Ecosystem และดึงดูดผู้ใช้งานได้ดักว่ากัน

Cosmos (ATOM) เป็นโปรโตคอลบล็อกเชนที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากกระแส Interchain Security และ Cosmos Hub renewed roadmap ที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในงาน Cosmoverse ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 26 – 28 กันยายนนี้ โดยจะมีการออก Whitepaper ATOM 2.0 ส่งผลให้ Protocol มีรายได้จากการทำ Interchain Security ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยน Tokenomics และ Business Model ครั้งใหญ่ของ Cosmos ส่งผลให้เหรียญ ATOM ปรับตัวสูงขึ้นถึง 50% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในปลายเดือนกันยายนนี้จะมีการประกาศ Whitepaper ATOM 2.0 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการทำ Interchain Security โดยจะมีการให้บล็อกเชนที่เข้ามาใช้ Cosmos SDK สามารถยืมความปลอดภัยของ Tendermint Consensus ของ Cosmos Hub ได้  ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาของบล็อกเชนน้องใหม่ที่ยังไม่สามารถสร้างความปลอดภัยให้กับระบบได้ดีเท่ากับ Tendermint Consensus ให้มี Security ที่ดีเทียบเท่ากับบล็อกเชนตัวใหญ่อย่าง Cosmos Hub โดยจะมีการใช้ ATOM เป็นค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมในบล็อคเชนเหล่านั้น ไม่ได้ใช้เฉพาะการติดต่อระหว่างบล็อกเชนผ่าน IBC แบบเดิมแล้ว

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อเหรียญ ATOM ดังนี้

  • เหรียญ ATOM จะถูกใช้มากขึ้น จากการใช้เหรียญ ATOM เป็น Gas fee ในการทำธุรกรรมในบล็อกเชนที่ใช้ Interchain Security
  • เหล่า ATOM Staker ที่คอยเป็น Validator ให้กับระบบจะได้รับค่า Fee ที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมของบล็อกเชนที่ใช้  Interchain Security โดยมีการคาดการณ์ว่า 25% ของค่า Gas fee จะตกเป็นของ Validator และอีก 75% จะเข้าสู่ Treasury DAO ของบล็อกเชนที่เข้ามาใช้บริการ Interchain Security เพื่อดึงดูดให้เหล่า Developer ขึ้นมาพัฒนบน Cosmos Ecosystem

ที่ผ่านมามีบล็อกเชนมากมายเข้ามาใช้บริการ Cosmos SDK  ยกตัวอย่างบล็อกเชนที่มีชื่อเสียงเช่น Terra Chain, Kava, Cronos และ BNB Chain แต่ Cosmos กลับไม่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของบล็อกเชนที่ขึ้นมาสร้างเลย เพราะทาง Cosmos ปล่อยให้คนที่อยากสร้างบล็อกเชนใช้ Cosmos SDK แบบฟรีๆ ทั้งๆที่เป็นรากฐานให้หลายบล็อกเชนเติบโตมหาศาล เช่น Terra เคยมี TVL สูงสุดกว่า  $21 Billion และมีธุรกรรมเกิดขึ้นในนั้นมหาศาล แต่ Cosmos กลับไม่ได้มีรายได้จากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมเลย 

ถ้าหากการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้สำเร็จจะส่งผลให้ Cosmos มีรายได้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่หากมองอีกมุมหนึ่งหากมีการแจกจ่ายค่า Gas fee กลับคืนสู่ Treasury DAO ของบล็อกเชนที่เข้ามาใช้บริการ Interchain Security แล้วทางบล็อกเชนแจกจ่ายให้กับผู้ที่ถือ Governance Token ของบล็อกเชนนั้นๆต่อ อาจจะส่งผลให้มีแรงเทขาย ATOM เกิดขึ้น เนื่องจากผู้ใช้งานคิดว่ามูลค่าของ ATOM อาจลดลงเรื่อยๆจากการแจกจ่ายให้กับ User ในระบบ

ราคาเหรียญ ETH ได้ขึ้นมาจากจุดต่ำสุดที่ราคาราวๆ $900 ไปสู่ราคา $2015 หรือเด้งขึ้นมามากกว่า 123% ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น จากการตอบรับข่าวดีเรื่องการทดสอบ Testnet สองตัวอย่าง Sepolia และ Goerli Testnet นั้นผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดี และทางทีมพัฒนาจาก Ethereum Foundation ก็ได้ประกาศวันที่ชัดเจนที่เครือข่าย Ethereum จะเกิดการ Merge ขึ้น ซึ่งก็คือภายในวันที่ 14-15 กันยายนที่จะถึงนี้นั่นเอง

จากการเลื่อนการอัพเกรด The Merge ออกไปเป็นระยะเวลาหลายปี ทำให้นักลงทุนค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า The Merge จะเกิดขึ้นจริงในช่วงเวลาดังกล่าว ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงทำให้ราคาเหรียญ ETH มีการ Outperform ที่มากกว่าราคาเหรียญ BTC ในช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา 

แล้วหลัง The Merge, เครือข่าย Ethereum จะเป็นยังไงต่อ? ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายๆคนมักจะเข้าใจผิดว่าเครือข่ายสามารถรองรับธุรกรรมได้มากยิ่งขึ้น แต่ความจริงคือ เครือข่ายจะเกิดการประหยัดพลังงานมากขึ้นจากการเปลี่ยนเป็น Proof of Stake จากเดิมที่กินไฟราวๆ 112 เทราวัตต์ต่อชั่วโมงต่อปี จะเหลือเพียง 0.01 เทราวัตต์ต่อชั่วโมงต่อปี และเครือข่ายจะลดอัตราการผลิตเหรียญ ETH ลงประมาณ 10 เท่า จากเดิมที่ผลิตอยู่ที่ประมาณ 16,600 ETH ต่อวัน (15,000 ETH จาก Mining Reward และ 1,600 ETH จาก Staking Reward ใน Beacon Chain) จะเหลือเพียงแค่ 1,600 ETH ต่อวันจาก Staking Reward เท่านั้น ซึ่งการอัพเกรดหลัง The Merge ที่จะทำให้เครือข่ายสามารถรองรับธุรกรรมได้มากยิ่งขึ้น ก็คือ Shianghai Upgrade หรือเรียกอีกชื่อนึงว่า “The Surge” โดยในขั้นตอนจะมีการนำเทคโนโลยี Sharding มาใช้ ซึ่งจะทำให้เครือข่ายสามารถแยกธุรกรรมออกไปได้มากถึง 64 เชน สิ่งนี้จะช่วยให้เครือข่ายสามารถรองรับธุรกรรมได้มากยิ่งขึ้น และค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมถูกลงอย่างเห็นได้ชัด และขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นหลังจาก The Merge ราวๆ 6-12 เดือน นั่นเอง

LUNC หรือ Luna/Terra Classic เป็นเหรียญที่ใครหลายคนอาจจะสนใจในช่วงนี้เนื่องจากราคาได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 650% ในระยะเวลาประมาณ 1 เดือนหรือมากกว่า 1,000% จากจุดต่ำสุดในเดือนมิถุนายน

ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากมี Governance Proposal หนึ่งที่เสนอขึ้นมาเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2022 ให้มีการปรับค่าทำธุรกรรม On-Chain เป็น 1.2% ทำให้หลายคนรวมถึงสื่อได้พูดถึงว่าหากข้อเสนอนี้ผ่านจะทำให้ LUNC เป็นสภาวะเงินฝืด (Deflationary) และกลับมาคืนชีพอีกครั้ง ซึ่งทำให้เกิดการ FOMO จนราคาพุ่งขึ้นไปดังที่กล่าวไปข้างต้น

แต่การคำนวณนั้น เอาตัวเลขต่าง ๆ ช่วงหลัง Proposal นั้นถูกเสนอแล้วมาคำนวณ ซึ่งหากดู On-chain Activity จริง ๆ แล้วไม่ได้มากขนาดนั้นและมีการปั่น Volume ขึ้นมาจากการโอนกลับไปกลับมาของ Delegator บางส่วน ทำให้ตัวเลขที่คำนวณออกมาหลาย ๆ อย่างผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก
และการที่เปิดการใช้งานตาม Proposal นั้นจะทำให้เป็นไปได้สูงว่า Terra Classic จะหมดความสามารถในการแข่งขันไป เนื่องจากทุก ๆ On-chain Activity จะถูกเก็บค่าทำธุรกรรม 1.2% ทุก ๆ ครั้ง ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะเลือกใช้งานบล็อกเชนนี้ มากไปกว่านั้น Terra Classic เป็นบล็อกเชนที่ถูกทิ้งร้าง ไม่มีการพัฒนาอะไรที่ดูเป็นรูปธรรมและสามารถคาดหวังอะไรในระยาวได้

ด้วยเหตุนี้ ราคาที่ขึ้นมาหลายเท่าภายในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น เป็นการเข้ามาเก็งกำไรของนักเก็งกำไรระยะสั้น ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าจะมีการเทขายครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้

อีกทั้งในตอนนี้ราคาของ LUNC จะอยู่ที่ประมาณ $0.00036238 แต่ Market Cap นั้นถูกจัดจัดอยู่ในอันดับที่ 32 ของโลก ที่ประมาณ  2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะที่เขียน 

ซึ่งไม่ค่อยสมเหตุสมเหตุสมผลเท่าไรนักและมีความเป็นไปได้น้อยมาก ๆ ที่ราคาของ LUNC จะเข้าใกล้ $1 ซึ่งเป็นราคาที่เห็นบางคนพูดถึง เพราะแค่เข้าใกล้ 1 บาท ($0.028) ยังเป็นไปได้ยากมาก ๆ เพราะที่ราคา 1 บาท จะทำให้ Market Cap ของ LUNC เกือบเทียบเท่า Ethereum แล้ว

การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ LUNC ในตอนนี้ถือเป็นจุดที่สุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะทำให้สูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้

เปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้จากการฝากธนาคารและการฝากพันธบัตรรัฐบาลที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดกับผลตอบแทนจากการฟาร์ม Stablecoin บน Curve, UniSwap, Compound, Aave, PancakeSwap, Traderjoe และ SpookySwap ซึ่งมี TVL มากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่ได้รับการ Audit และเปิดมานานแล้วจึงมีความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูง พบว่าในกลุ่มแรกได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 2.02% ต่อปี ส่วนในกลุ่ม DeFi นั้นมีผลตอบแทนอยู่ที่ 2.78% ซึ่งต่างกันอยู่ที่ประมาณ 1.38 เท่า 

เมื่อเทียบกับเดือนก่อนๆจะพบว่าผลตอบแทนจากเงินฝากและพันธบัตรเพิ่มขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ  ส่วนผลตอบแทนในการฝาก Stablecoin กลับลดลงค่อนข้างมากจาก APR ประมาณ 8% ในช่วงไตรมาสแรกของปี ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจาก Trading Fee & Borrowing แต่เมื่อมีการทำธุรกรรมดังกล่าวลดลงจากสภาวะของตลาด ผลตอบแทนจึงลดลงตาม

สภาวะตลาด NFT ในช่วง 30 วันที่ผ่านมาพบว่าปริมาณการซื้อขายของ NFT ยังคงลดลงเล็กน้อยจากฝั่งของ Ethereum Blockchain แต่พบว่าทางฝั่งของ Solana Blockchain มีปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เพราะคาดว่าเป็นผลมาจากคอลเลคชั่น y00ts mint t00b และ ABC(abracadabra) ที่มีปริมาณการขายในรอบ 7 วันนั้นสูงจนแซงหลายๆ คอลเลคชั่นจากทางฝั่ง Ethereum Blockchain ไปพอสมควร

อย่างไรก็ตามถ้าหากไปดูที่ปริมาณการซื้อขายในรอบที่ไกลขึ้นอย่าง 30 วันก็จะพบว่า Top 4 ยังคงเป็นของฝั่ง Ethereum อยู่ ซึ่งไล่จากอันดับ 1 ถึง 4 คือ Bored Ape Yacht Club, Otherdeed for Otherside, ENS: Ethereum Name Servic และ Mutant Ape Yacht Club ตามลำดับ โดยพบว่ามีถึง 3 คอลเลคชั่นมาจาก Yuga Labs ซึ่งนี่จึงเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่างในช่วงตลาดหมีว่าโปรเจคของ Yuga Labs ยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากคอมมูนิตี้ได้อยู่ 

ในช่วงตลาดหมีของ NFT นั้นพบว่าเป็นช่วงที่โหดร้ายสำหรับหลายๆ โปรเจคเป็นอย่างมาก เพราะจากที่เมื่อก่อน NFT จะมีคนมามิ้นท์กันเยอะมากๆ โดยหลายครั้งก็มักจะมีแก๊สวอร์เกิดขึ้นจากที่มีการแย่งชิงสูง แต่ปัจจุบันการขาย NFT ให้หมดนั้นกลายเป็นเรื่องยากจากสภาพคล่องและผู้ใช้งานที่หายไป แต่ไม่ใช่ในกรณีของ Gangster All Star(G.A.S) ซึ่งเป็นโปรเจค NFT รูปโปรไฟล์ที่มีทั้งหมด 7,777 ตัว โดย NFT 7 พันกว่านี้ได้ขายหมดด้วยระยะเวลาประมาณเพียง 1-2 วันเท่านั้น

โดยวิธีการที่ G.A.S ใช้ขาย NFT นั้นจะแบ่งเป็นสองรอบ โดยรอบแรกเรียกว่า Golden Saucer Auction ซึ่งมี 4,444 ตัว คือการที่จะให้ผู้ซื้อสามารถ Bid ด้วยเงินเท่าไหร่ก็ได้โดยมีขึ้นต่ำ 0.1 eth และโปรเจกต์จะคำนวนราคาให้ว่า ถ้าจะขายผู้ที่ bid สูงสุดจนครบซัพพลาย 4,444 ตัวนั้นจะมีราคาอยู่ที่เท่าไหร่ ส่วนผู้ที่ได้ Whitelist ก็จะสามารถซื้อในรอบถัดไปทั้งหมด 3,333 ตัวโดยเป็นราคา Fixed Price ที่คิดจาก 65% ของราคารอบ Golden Saucer Auction ซึ่งผลสุดท้ายคือ Golden Saucer Auction ได้ขายออกไปที่ราคา 0.3 ETH ดังนั้นสำหรับผู้ที่ได้ Whitelist จึงได้สิทธิซื้อต่อไปที่ราคา 0.195 

สรุปก็คือเห็นผลลัพธ์ว่าการประมูลแบบนี้นั้นเป็นวิธีที่ทำให้โปรเจกต์ค่อนข้างการันตีพอสมควรว่าจะขาย NFT ออกหมด แต่ก็ยังมีความเสี่ยงก็คือถ้าโปรเจกต์ไม่มี demand ในช่วงแรกมากพอ ก็อาจจะทำให้คนประมูลน้อย และ NFT ก็จะถูกประมูลไปที่ราคาถูกแสนถูกได้เลย

เกมที่จุดกระแส GameFi อย่าง Axie Infinity ได้ทำการเปิดตัว Axie Origins Season 1 ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 14 กันยายน 2022 โดยมีเงินรางวัลรวมแล้วกว่า 112,000 AXS หรือเกือบ 60 ล้านบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนในขณะที่เขียน

Axie Origins SS1 ถูกประกาศเปิดตัวในงาน Axie Con ที่จัดที่เมือง Barcelona ประเทศสเปน พร้อมกับการปล่อย Trailer ความยาวประมาณ 2 นาทีที่เป็น Sneak Peak เกี่ยวกับรูปแบบเกมโดยรวม

Axie Origin นี้ถือเป็นการเริ่มต้นใหม่ของ Axie Infinity โดยก่อนหน้านี้ก็ได้มีการปรับโครงสร้างหลาย ๆ อย่างใหม่ก่อนจะมาเป็น Axie Origin Season 1 อย่างเป็นทางการนี้ เช่น การปรับ In-game Economy เพื่อให้มีความยั่งยืนมากขึ้นจากการเล่นแบบ Play-to-Earn เป็น Play-and-Earn, เพิ่มและปรับเปลี่ยนรายละเอียดของเกม เป็นต้น
หลังจากที่กระแส Play-to-Earn เงียบลงไปค่อนข้างเยอะเนื่องจากหลายเกมประสบปัญหาความเฟ้อของเหรียญและหลาย ๆ เกมก็เป็นลักษณะแชร์ลูกโซ่ทำให้หลายคนสูญเสียเงินไปจำนวนมาก ซึ่งก็ทำให้หลายคนไม่อยากยุ่งกับ GameFi อีก แต่จากกระแสการเปลี่ยนผ่านมาเป็น Play-and-Earn และมีการเน้นพัฒนาคุณภาพของเกมมากขึ้นก็ทำให้บางเกมค่อนข้างประสบความสำเร็จอย่างเช่น Ni no Kuni: Cross Worlds ก็ทำให้ Axie เป็นที่น่าจับตามองว่าจะสามารถกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งได้หรือไม่

Nimit Nation, Metaverse Builder สัญชาติไทย ได้เปิด Jinta Valley ให้ผู้คนทั่วโลกได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ผ่าน The Sandbox Metaverse โดยผู้ที่เข้ามาทำกิจกรรมจะมีสิทธิ์ลุ้น The Sandbox Alpha Pass ด้วย

Jinta Valley Social Hub เป็นอีกหนึ่งในโปรเจกต์ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Game Maker Fund ของ The Sandbox โดยมี Concept เป็นเมืองเเห่งจินตนาการเเละความคิดสร้างสรรค์บนโลก Metaverse ที่มาในรูปเเบบของ Non-combat Multiplayer หรือเรียกอีกอย่างว่าเกมต่อสู้ที่ไม่ได้เป็นการฟาดฟันกัน เเต่จะมาในรูปแบบของการรวบรวมข้อมูล หาของต่าง ๆ แทน 

โดย “จินตะ” ย่อมาจากคำว่า “จินตนาการ” ซึ่งตรงกับความตั้งใจของ Nimit ที่อยากให้โลกเสมือนนี้เป็นโลกที่เติมเต็มจินตนาการ 

ผู้ที่สนใจอยากเข้าไปเยี่ยมชม Jinta Valley ของ Nimit Nation สามารถเข้าไปได้ผ่านกิจกรรม Alpha Pass Season 3 ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายหรือต้องเป็นเจ้าของที่ดินดิจิทัลหรือ Avatar ใด ๆ

นอกจากนี้ Nimit ได้มีการเปิดขาย NFT Collection ที่ชื่อว่า  Jinta Valley: Fight for the Future Collection ซึ่งจะมีทั้ง Avatar และของตกแต่ง ให้เลือกจับจองกันอีกด้วย โดยผู้ที่เป็นเจ้าของ NFT ใน Collection นี้จะได้รับ Collector Badge จากทาง The Sandbox ซึ่งจะสามารถใช้ในการรับ Reward เพิ่มเติมจำนวน 30 SAND

Share :

Related

“Manifold Finance” กับการสร้าง MEV Protection Product ที่จะช่วยยกระดับการใช้งานแพลตฟอร์ม Decentralized ของนักลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สรุป CoinTalk ประจำวันที่ 16/9/2022
Cryptomind Bi-weekly Outlook (1-15 September 2022)
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้า The Merge