Cryptomind Bi-weekly Outlook (1-15 October 2022)
Share :
AW_Biweekly Report Oct 1-15_Slide-01

สำหรับกราฟราคาของ Bitcoin ในต้นเดือนที่ผ่านมา ราคาได้มีการเคลื่อนที่ขึ้นไปชนแนวต้านที่เป็นเส้น Trendline ระดับ Day (เส้นกดสีน้ำเงิน) และค่อยๆปรับตัวลงมาที่ช่วงราคา $19,000 

ในส่วนของแนวโน้มราคานั้น BTC ยังคงเคลื่อนที่อยู่ในแนวโน้มขาลงอย่างต่อเนื่องและมีโอกาสกลับมาทดสอบจุดต่ำสุดก่อนหน้าที่ราคา $18,100 ได้ และหากราคาเคลื่อนที่ลงต่อจะมีเป้าหมายราคาของขาลงที่เราอาจเห็นราคาลงไปพักตัวได้คือที่ราคา $17,250 และ $15,200 ตามลำดับ นอกจากนั้นหากเราใช้ Price Pattern มาประกอบการวิเคราะห์จะพบว่าในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาราคาได้ฟอร์มตัวเป็น ฺBearish Flag ตามกรอบสีเหลืองและราคาได้เบรคกรอบออกมาเรียบร้อย จึงสามารถใช้รูปแบบของราคาวัดเป้าขาลงตามเส้นสีเหลือง และพบว่าราคาได้ลงไปพอดีกับเป้าราคาขาลงที่ได้วัดไว้ จึงมองว่าในภาพใหญ่นั้น BTC มีโอกาสลงต่อจนถึงราคา $15,200 – $15,600

เมื่อเราย่อยกราฟเข้ามาดูใน Subwave ของภาพใหญ่ซึ่งคือ TF 4 H จะเห็นว่าราคาได้เคลื่อนที่ลงมาอย่างรุนแรงและ Stochastic RSI ลงมาทำ Oversold ขนาดใหญ่ แสดงว่าราคามีโอกาสจะเด้งขึ้นเพื่อทำ Overbought และค่อยลงต่อได้ แต่ด้วยการใช้ Fibo วัดเป้าขาลงจะเห็นว่าตอนนี้ราคาค้างอยู่ที่โซน 200% และยังไม่มีสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจน จึงมองว่าราคามีโอกาสลงไปต่อจนถึงเป้าถัดไปที่โซน 261.8% หรือ $18,545 และราคาอาจจะเด้งขึ้นหนึ่งรอบเพื่อลงต่อได้

โดยสรุปสำหรับ BTC เมื่อเราดูในภาพใหญ่แล้วราคายังสามารถลงต่อไปได้จนถึงราคา $17,250 และ $15,200 ตามการวัดเป้าขาลงด้วย Fibo และ Price Pattern และเมื่อมาพิจารณา Subwave จะเห็นว่าราคามีโอกาสลงมาพักตัวก่อนที่ราคา $18,545 และจะมีการเด้งขึ้นหนึ่งรอบซึ่งสำหรับนักเก็งกำไรสามารถหาจังหวะเข้า Short ได้เมื่อราคาเด้งขึ้นและมีสัญญาณการกลับตัว แต่ห้ามลืมตั้ง Stoploss และจัดการความเสี่ยงที่ดี ส่วนผู้ที่ต้องการเข้าซื้อเพื่อถือยาวแนะนำให้รอและเข้าเก็บตามแนวรับของราคา

อีกเหรียญที่น่าจับตามองคือ Matic แห่ง Polygon network ที่ราคาในภาพใหญ่หรือ TF week ทำสัญญาณที่น่าสนใจคือหลังจากที่ราคาได้ปรับตัวขึ้นมาจากจุดต่ำสุดในเดือน  

มิถุนายนที่ผ่านมาจนถึงราคาประมาณ $1 ราคาเริ่มมีการย่อตัวลงมาอีกครั้งแต่  Stochastic RSI ลงมาทำ Oversold เรียบร้อยแล้ว ทำให้เราสามารถมองได้ว่าการลงมารอบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นรอบใหม่ โดยมีเงื่อนไขคือราคาห้ามลงไปต่ำกว่าจุดต่ำสุดก่อนหน้าคือราคา $0.3 

ส่วนใน TF Day นั้น จะเห็นว่าราคากำลังอยู่ในช่วงการพักตัวของราคาในรูปแบบ Sideway down และเมื่อใช้ Fibo ในการวัดเป้าของราคาขาลงคือที่ราคา $0.63 และ $0.44 ตามลำดับ ซึ่งจะเห็นว่ามีหลายๆปัจจัยที่มาสนับสนุนการลงต่อของราคาคือ การทำ Lower Low และ Lower High อย่างต่อเนื่อง การที่ราคาเคลื่อนที่ขึ้นไปติดเส้น Trendline สีเหลืองและปรับตัวลงต่อ รวมถึงยังไม่มีสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจน

เมื่อนำการวิเคราะห์ทั้งสองภาพมาประกอบกันแล้วจะสรุปได้ว่าการปรับตัวลงในภาพใหญ่นั้นป็นการพักตัวเพื่อขึ้นต่อในรอบใหญ่ โดยจุดที่จะมีโอกาสจบรอบและกลับตัวคือที่ราคา $0.63 และ $0.44 ซึ่งสามารถหาจังหวะการกลับตัวตามแนวราคาทั้งสองเพื่อเก็บเหรียญหรือเก็งกำไรระยะสั้นได้

หลังจากตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐออกมาวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าตัวเลขเงินเฟ้อนั้นยังไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยยะ แม้ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมาก็ตาม ทำให้เห็นว่า “เงินเฟ้อของสหรัฐรอบนี้ เรายังอยู่ไกลจากจุดสิ้นสุด” ทำให้สินทรัพย์เสี่ยงและค่าเงินต่างๆเริ่มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ เพราะเนื่องจากดอกเบี้ยของสหรัฐยังคงมีทิศทางในทางบวก และเศรษฐกิจของสหรัฐเองก็ยังคงมีกำลังมากพอที่จะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปได้ ซึ่งประเทศอื่นไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยแข่งกับสหรัฐอเมริกาได้

ในมุมมองของเงินบาท ประเทศไทยหลังจากขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์แบ่งรับแบ่งสู้ที่ดี เนื่องจากเศรษฐกิจก็ยังไม่ได้กลับมาดีมากเหมือนก่อนโควิด ขึ้นดอกเบี้ยมากเกินไปก็จะเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ  ขึ้นน้อยไปก็ถือว่าเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุน แต่อย่างไรก็ตามเงินทุนสำรองของประเทศไทยก็ยังมีมากพอที่จะคอยพยุงความผันผวนของเงินบาทอยู่ จึงไม่น่ากังวลเท่าไร (ทุนสำรองไทยยังมีเยอะอยู่ในอันดับต้นๆของโลก) ถึงแม้จะลดลง 10% ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ระยะยาวเราก็ยังเห็น Sentiment ของค่าเงินบาทที่ยังค่อยๆอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลล่าร์อยู่ ตามปัจจัยทางเชิงนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐที่กล่าวมา

ประเด็นที่หนึ่ง: หลังจาก”ตัวเลขอัตราการจ้างงาน”ออกมาดี ตัวเลขยังไม่ลดลง ทำให้ตลาดทุนสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆถูกเทขาย ตราบใดการที่ความร้อนแรงของตลาดแรงงานยังไม่ลดลง เงินเฟ้อจากที่เกิดจากกำลังซื้อของแรงงานเหล่านี้ก็จะกดไม่ลง 

ประเด็นที่สอง: เงินเฟ้อแบบ Core Cpi ไม่ลดลง (ครั้งก่อน 0.6% ครั้งนี้ 0.6%) ตัวเลข Core Cpi แสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อที่แท้จริงหรือเงินเฟ้อจากประชาชนที่ไม่รวมราคาพลังงานและอาหารก็ยังกดไม่ลง แสดงให้เห็นว่าตราบใดราคาสินทรัพย์อื่น เช่น อสังหาริมทรัพย์ ราคารถ ราคาของใช้ ยังไม่ได้ชะลอตัว ดังนั้นเงินเฟ้อตัว Core Cpi นี้ก็ยังจะคงแข็งอยู่ดี 

ประเด็นที่สาม: ตัวเลข Headline Cpi ลดลงจากเดือนก่อนแต่ไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ (ครั้งก่อน 8.3% ครั้งนี้ 8.2%) Headline Cpi คือเงินเฟ้อรวมทุกอย่างทั้งกำลังซื้อจริงๆและค่าพลังงาน รวมไปถึงอาหาร แสดงให้เห็นว่าถึงแม้ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างก้าวกระโดดอยู่แล้วในช่วงที่ผ่านมาก็ยังคงไม่สามารถกดเงินเฟ้อลงได้อย่างรวดเร็วตามที่ตลาดคาด สิ่งที่ต้องจับตามองก็คือสถานการณ์พลังงานที่กำลังเคร่งเครียดหลังจาก OPEC+ ประกาศลดกำลังผลิตน้ำมัน อาจจะทำให้ราคาพลังงานจะพุ่งสูงขึ้นในฤดูหนาวนี่และส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและ Headline Cpi ทั้งหมด

สรุป: ทั้งสามประเด็นนี้ส่งผลให้เห็นว่า “Fed อาจจะต้องมีมาตรการหรือนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดกว่านี้” อาจจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยที่มากกว่านี้เพื่อเพิ่มต้นทุนให้บริษัทต่างๆเริ่มชะลอการจ้างงาน ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดตัว Core cpi ให้ได้ เพราะถ้าไม่สามารถกด Core Cpi ได้ หลังจากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นแล้ว อาจจะยิ่งทำให้ Headline Cpi กดไม่ลงเช่นกัน 

จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาราคา Cryptocurrrency นั้นเคลื่อนไหวแบบ Sideway ตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อย่างล่าสุดที่ผ่านมาที่มีการประกาศตัวเลขอัตราการจ้างงานที่ดีกว่าตลาดคาดไว้ ซึ่งหมายถึงว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปได้ ทำให้ตลาดตอบรับไปในทางลบและราคาเหรียญต่างๆรวมถึงเหรียญ DeFi ส่วนมากปรับตัวลดลงตามข่าวดังกล่าว แต่ก็มีบางเหรียญที่มีราคาปรับตัวขึ้นลงมากกว่าตลาดตามข่าวเฉพาะตัว อย่างเช่น GMX ที่ราคาพุ่งขึ้นกว่า 35% หลังจากที่มีการประกาศลิสต์บนกระดานเทรดอย่าง Binance และ FTX โดย GMX ก็เป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กต์เก็บค่า Trading Fee ได้สูงมากในหมวดหมู่ Decentralized Exchange เป็นรองแค่เพียง UniSwap นอกจากนี้ยังมีเหรียญอย่าง USTC ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 38% หลังจากมี Community เสนอ Proposal เพื่อทำการ Re-peg เหรียญ USTC ซึ่งก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าจะผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ถ้าดูที่ TVL ของ DeFi บนแต่ละเชนจะเห็นว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบมีนัยสำคัญ โดยภาพรวม TVL ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 2% มีเพียงแค่เชน Avalanche ที่มี TVL ลดลงราวๆ 3% ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจาก Messari ล่าสุดที่ระบุว่าจำนวนการทำธุรกรรมบนเชน Avalanche ในช่วง Q3 ลดลง 65.5% และทำให้ Revenue รวมลดลงกว่า 94.1% ซึ่งทาง Messari ก็ให้ความเห็นว่าเป็นเพียงแค่ Short term เท่านั้น เพราะระยาวแล้วทาง Avalanche ยังมีแผนการที่จะขยายการเติบโตไปยัง NFT, Real World Assets และ GameFi เป็นต้น ส่วนการเคลื่อนไหวอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับ DeFi ก็อย่างเช่น การประกาศเปิดตัว zkEVM Public Testnet ของ Polygon โดยถือเป็นหนึ่งในอีกก้าวสำคัญของ Ethereum Scaling Solution และการประกาศออก Chainlink 2.0 White Paper ที่มีการอัพเกรดในด้านต่างๆ เช่น Revenue Sharing, ลด Operating Cost และ LINK Staking เป็นต้น

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมาได้มีคนตรวจพบว่า Address นึงสามารถทำการ Hack BSC Bridge และได้เงินไปรวมกว่า 2m BNB หรือคิดเป็นมูลค่าเกือบ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และพยายามมีการใช้แพลตฟอร์มต่างๆเช่น Stargate , Multichain บริดจ์เงินที่ได้มาไปยังเชนต่างๆ เช่น Fantom และ Ethereum ซึ่งสามารถ Bridge เงินออกไปได้กว่า 110m USD จนทำให้ทาง Binance ต้องมาประกาศหยุดการทำงานของเครือข่าย BNB ชั่วคราว

ซึ่ง Hacker อาศัยช่องโหว่ bug ของฟังก์ชั่น Proof Verifier (ตรวจสอบ) ของ BSC Token Hub โดย Hacker ได้ทำการแจ้งไปที่ Bridge ว่า “ตอนนี้ได้ทำการโอน 1 ล้าน BNB จาก BNB Beacon Chain (BEP2) ไปที่ Bridge แล้ว ช่วยส่ง BNB จำนวน 1 ล้านนี้มาที่ Address ของฉันบน BNB smart chain (BEP20) ที” 

และ Bridge ก็ตอบรับคำสั่งของ Hacker เนื่องจากโดนโจมตีที่ช่องโหว่ เลยทำให้ Bridge ทำการส่ง 1m BNB ไปให้ Address ของ Hacker เป็นจำนวนสองรอบ รวมเป็นเงินทั้งหมด 2m BNB หรือกว่า 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังจากทราบถึงเหตุการณ์ทาง Binance ก็ได้ออกมาประกาศระงับการโอนเงินเข้า-ออกเว็บเทรด Binance และ การทำงานของเครือข่าย BNB smart chain เพื่อเร่งเข้าควบคุมความเสียหาย จนสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในท้ายที่สุด แต่ก็มีเงินส่วนนึงที่ Hacker สามารถนำออกไปเชนอื่นได้ทันเป็นมูลค่ารวมกว่า 110m USD ซึ่งเงินส่วนนี้ทาง Binance เป็นผู้ได้รับความเสียหายเองทั้งหมด ผู้ใช้งานทั้งเว็บเทรด และ BNB smart chain ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้

เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ทาง Sei Labs ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนา Sei Network ได้มีการประกาศเปิดตัว Product ใหม่ที่มีชื่อว่า “Nitro” ซึ่งเป็น Scaling Solutions ตัวแรกของฝั่ง Solana รวมถึงมีการสร้างเทคโนโลยีใหม่ที่มีชื่อว่า Solana Virtual Machine (SVM) ขึ้นมา เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้นักพัฒนาจากฝั่ง Solana สามารถที่จะ Deploy DApps ต่างๆจากฝั่ง Solana ให้สามารถนำไปใช้งานได้ใน Cosmos Blockchain และ IBC Ecosystem ได้นั่นเอง

Sei Network เป็นหนึ่งใน Blockchain สำหรับให้นักพัฒนาสามารถเข้ามาสร้าง Product เกี่ยวกับ General Purpose Blockchain และ App Chain ได้โดยเฉพาะ ซึ่ง Nitro ที่มีการถูกสร้างบน Sei Network นั้น จะทำให้มันสามารถรองรับความเร็วในการทำธุรกรรมได้เทียบเคียงกับ Solana และมีการประกันความปลอดภัยและใช้งาน Consensus ของ Sei Network ซึ่งถูกสร้างอยู่บน Cosmos IBC นั่นเอง

หรือพูดง่ายๆคือ Nitro นั้นเปรียบเสมือน Layer 2 On-chain ที่จะต้องอาศัยในเรื่องความปลอดภัย (Consensus และ Settlement) จาก Blockchain แม่ หรือก็คือ Layer 1 ซึ่ง Layer 1 ที่ทาง Nitro ต้องการให้ช่วยดูแลในเรื่องความปลอดภัยให้ ก็คือ Sei Network ตราบใดที่ Sei Network มีความปลอดภัย Nitro ก็ยังได้รับประกันความปลอดภัยจาก Sei Network นั่นเอง

นอกเหนือจากข้อดีของ SVM ที่จะสามารถให้นักพัฒนาจาก Solana สามารถที่จะ Deploy DApps ต่างๆจาก Solana ลงบน IBC Ecosystem ได้เลย ก็ยังมีเรื่องของการที่ทั้งสองเชนจะสามารถทำงานร่วมกันได้ (interoperability) และสื่อสารกันได้อีกด้วย หรือก็คือ ผู้ใช้งานจะสามารถโอน/รับสินทรัพย์จริง (Native Token) ข้าม Blockchain ไปมาระหว่าง Solana และ Cosmos ได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของการใช้ Cross Chain Bridge เลย ซึ่ง Nitro มีแผนที่จะเปิดตัว Mainnet ในช่วงต้นปี 2023 

ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Polygon ได้เปิดตัวแนวคิด zkEVM ที่เป็นการออกแบบให้นักพัฒนาสามารถใช้ระบบตรวจสอบความจริงโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูล (Zero-Knowledge Proof: ZK) โดยที่ยังใช้การเขียนโค้ดแบบเดียวกันบน Ethereum ได้ เราเรียกว่า Ethereum Virtual Machine (EVM) Equivalent ช่วยให้บล็อกเชนรองรับการขยายตัวได้ดีขึ้น (Scalability)

แต่ในวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ทาง Polygon ก็ได้เปิด zkEVM Public Testnet ให้นักพัฒนาเข้าไปทดลองเขียนโปรแกรมได้ โดยจะมี Dapp ชื่อดังอย่าง Aave และ Uniswap แพลตฟอร์มด้าน Social media อย่าง Lens และ Midnight Society ที่เป็น Gaming Studio ยืนยันว่าจะเข้าไปร่วมทดลองด้วย  Testnet ครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญของ Polygon ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นเจ้าแรกในวงการที่สามารถทำได้จริง

อย่างไรก็ตาม Polygon zkEVM ในตอนนี้นับว่ายังไม่สมบูรณ์ โดย Vitalik Buterin Co-Founder ของ Ethereum ได้นิยามไว้ว่าอยู่ระดับ Type 3 เพราะ Polygon zkEVM มีการปรับแก้ไขบางอย่างเพื่อทำให้ได้ระยะเวลาการตรวจสอบของ Prover ดีขึ้นและใช้งานได้เหมือนกับ EVM เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถขึ้นไปอยู่ในระดับ Type 2 ซึ่งเป็นระดับที่ระบบภายในเหมือน EVM ทุกประการ แม้ว่าจะมีอีกขั้นซึ่งเป็น Type 1 แต่เป้าหมายของ Polygon zkEVM จะอยู่ที่ Type 2 เท่านั้น

ซึ่งกว่าจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ การทำ Testnet เพื่อเปิดให้นักพัฒนาจากทั่วโลกได้ทดลองใช้และหาจุดบกพร่องจะช่วยส่งเสริมให้การพัฒนาเป็น Type 2 ทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ผลตอบแทนที่ได้จากการฝากธนาคารและการฝากพันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 2.4% ส่วนผลตอบแทนจากการฟาร์มหรือปล่อยกู้ Stablecoin บนแพลทฟอร์มต่างๆให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 3% ซึ่งสำหรับการฟาร์ม Stablecoin สามารถเลือกฝากกับแพลทฟอร์มที่มีความปลอดภัยสูงและเปิดมานาน เช่น Curve, UniSwap, PancakeSwap, Aave, Compound, Traderjoe และ Spookyswap หรือจะเลือกฝากบนแพลทฟอร์มที่ใหม่กว่าและผลตอบแทนสูงกว่าอย่างเช่น Velodrome ก็ได้เช่นกัน โดยผลตอบแทนเฉลี่ยระหว่างการฝากธนาคารหรือพันธบัตรเทียบกับการฟาร์ม Stablecoin ต่างกันอยู่ที่ประมาณ 1.25 เท่า

เมื่อเทียบกับเดือนก่อนๆจะพบว่าผลตอบแทนจากเงินฝากและพันธบัตรเพิ่มขึ้นจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ  ส่วนผลตอบแทนในการฝาก Stablecoin กลับลดลงค่อนข้างมากจาก APR ประมาณ 8% ในช่วงไตรมาสแรกของปี ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจาก Trading Fee & Borrowing แต่เมื่อมีการทำธุรกรรมดังกล่าวลดลงจากสภาวะของตลาด ผลตอบแทนจึงลดลงตาม

สภาวะตลาด NFT ในช่วง 30 วันที่ผ่านมาพบว่าปริมาณซื้อขาย NFT ในฝั่งของตลาดซื้อขาย NFT อันดับหนึ่งของ Ethereum Blockchain อย่าง Opensea นั้น ได้มีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย แต่สำหรับแพลตฟอร์มซื้อขาย NFT ที่ค่าธรรมเนียมถูกอย่าง X2Y2 นั้นมีปริมาณการซื้อขายลดลงอย่างชัดเจน แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับสภาวะตลาดในรอบนี้คือ แพลตฟอร์ม Magic Eden เป็นตลาดซื้อขาย NFT อันดับหนึ่งของ Solana Blockchain นั้นได้มีจำนวนผู้ใช้งานแซง Opensea ประมาณ 2 หมื่นคน แม้ปริมาณการซื้อขายจะไม่เท่า แต่ก็เป็นสิ่งที่ควรจับตาเนื่องจาก Solana เป็น Blockchain ที่ยังคงมีปริมาณผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายความว่าในอนาคตของโปรเจกต์ NFT หรือแบรนด์ที่จะเข้ามาใน NFT ก็อาจจะมีการเปิดตัวยัง Solana และสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Ecosystem ได้มากขึ้นไปอีก

สำหรับโปรเจกต์ NFT Bluechip นั้นพบว่าราคา Floor Price ค่อนข้างสวิง Sideway อยู่ในระดับคงที่ โดยเป็นกรอบ +- 20% จากราคา Floor Price ปัจจุบัน บวกกับเมื่อดูข้อมูลที่ Google Trends จะพบว่าการค้นหา NFT ทั่วโลกนั้นอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 1 ปี แต่โปรเจกต์ NFT Bluechip นั้นยังสามารถยืนราคาได้ เพราะฉะนั้นจุดนี้จึงเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ NFT มากกว่าที่จะขาย โดยเฉพาะสำหรับโปรเจกต์ที่มี Marketcap เป็นอันดับต้น ๆ อย่าง BAYC Ecosystem, Azuki และ RTFKT Ecosystem 

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมามีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นในตลาด NFT ซึ่งก็คือการที่โปรเจกต์ระดับต้น ๆ ของโลกซึ่งก็คือ RTFKT ได้เปิดตัวโปรเจกต์ใหม่ภายใต้ Ecosystem ของ Clone X ซึ่งก็คือโปรเจกต์ที่ชื่อว่า Animus

โดย Animus จะเป็นเหมือนสัตว์เลี้ยงที่จะ Airdrop ให้ผู้ที่ถือ CloneX ซึ่ง Snapshot จะอยู่ในช่วงเดือนพฤจิกายนที่จะถึงนี้จะวันที่แน่ชัดยังไม่ทราบ และจะโปรเจกต์จะเริ่มเดิมจริง ๆ ปีหน้า 

โดยสำหรับการออกโปรเจกต์ Animus ต้องบอกว่าเป็นอีกก้าวนึงที่สำคัญของ RTFKT ที่กำลังจะขยาย Ecosystem ของตัวเองไปไกลกว่าเดิม มากไปกว่านั้น สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการ NFT หลาย ๆ คนนั้นมองว่า RTFKT กำลังขยาย Ecosystem เหมือนที่ BAYC ได้ Airdrop Serum ของ Mutant ซึ่งถือว่าเป็นก้าวที่สำคัญมาก ๆ ของ NFT

อย่างไรก็ตาม NFT Animus นั้นอาจจะเป็น NFT ที่มี Mechanism แบบใหม่ไปเลยก็ได้ ซึ่งตรงนี้ก็คงต้องคอยดูต่อไป แต่ส่วนราคา Floor Price นั้น ผู้คนก็ได้มีการ Price in หลังจากที่ Teaser ตัวนี้ปล่อยออกมา ซึ่งได้ดันราคาจาก 6 ETH ไปจนถึงเกือบ 10 ETH ในระยะเวลา 1 วันเท่านั้น

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา Shiba Inu เหรียญ Meme ขวัญใจชาวไทยหลายคน ได้เปิดตัว Shiba Eternity ที่เป็นเกมแนว Collectible Card Game (CCG) แบบ Turn Base ที่ลักษณะคล้าย Hearthstone  ที่แต่ละตาจะได้หยิบไพ่ที่มีคุณสมบัติต่าง ๆ แล้วใช้ต่อสู้เพื่อทำลายการ์ดอีกฝ่าย

Shiba Eternity เปิดให้เล่นแล้วทั้งบน PC และมือถือในระบบ iOS & Android ซึ่งถ้าเสียงตอบรับดีอาจมีการทำเป็นสินค้าวางขายจริงอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการเติมเงินเพื่อซื้อของต่างๆ ภายในเกมเช่นการเปิดซองการ์ด ยังต้องใช้เงินจริงเหมือนกับเกมทั่วไปที่คุ้นเคยกัน แต่จะมีการนำรายได้ 5% ไปเผาเหรียญ SHIB, 45% ลงทุนใน Proprietary Investment Vehicle บางอย่างเช่นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ Blockchain หรือการกุศล และที่เหลืออีก 50% ไม่ได้เปิดเผย

Kun Agüero and The Sandbox partner to activate football fans in the metaverse

Sergio “Kun” Aguero อดีตนักฟุตบอลระดับโลกที่หลังจากได้แขวนสตั๊ดไปจากปัญหาสุขภาพในช่วงปลายปีที่แล้ว ก็ได้ผันตัวมาเป็น Streamer ใน Twitch ในชื่อ SLAKUN10 ที่มีผู้ติดตามกว่า 4.1 ล้านคน และด้วยการที่มีผู้ติดตามมากขนาดนี้ ทาง Kun เองก็อยากจะใกล้ชิดกับแฟนๆ มากขึ้นจึงได้สร้างโปรเจกต์ Metaverse ชื่อว่า Kuniverse โดยเลือก The Sandbox เป็นสถานที่ในการสร้าง

ซึ่ง First Version ของ Kuniverse จะเปิดให้เข้าชมในวันที่ 6 พฤศจิกายนนี้ โดย Kuniverse จะออกมาในรูปแบบ Footballl Stadium ที่ผสมผสานความเป็น Argentina ลงไปด้วย และ Kun จะเข้ามา Active ใน Kuniverse ด้วยตัวเองเพื่อจะได้สตรีมและทำกิจกรรมไปพร้อมๆ กับแฟนๆ และอาจมีแขกรับเชิญพิเศษที่อาจเป็นนักฟุตบอลหรือ Streamer เข้ามาร่วมสตรีมด้วย 

มากไปกว่านั้นยังจะมีการเปิดขาย NFT(Avatar) จำนวน 9,320 ชิ้น ที่นอกจากจะสามารถใช้เล่นใน The Sandbox ได้แล้ว ยังจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ ภายใน The Sandbox ที่เกี่ยวข้องกับ Kun Agüero เช่น Esports Tournaments, Music Events อีกทั้งยังมีสิทธิ์ลุ้นรับทริปพิเศษไป Qatar เพื่อเจอ Kun Agüero ตัวจริงพร้อมกับรับชมฟุตบอลโลกด้วยกันอีกด้วย

.

คำเตือนความเสี่ยง : คริปโทเคอร์เรนซี่มีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยง โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต

Share :

Related

เจาะลึก “Undercollateralized lending” Hidden gem ตัวต่อไปของโลก DeFi
Proof of Reserve
Proof of Reserve คืออะไร และ Safe CEX ของ Vitalik น่าสนใจแค่ไหน?
สรุป CoinTalk ประจำวันที่ 18/11/2022
Cryptomind Bi-weekly Outlook (1-15 November 2022)