Cryptomind Bi-weekly Outlook (1-15 August 2022)
Share :
AW_Biweekly Report Aug 1-15_FB-01

ปัจจุบันอัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทต่อดอลล่าร์สหรัฐนั้นเคลื่อนไหวอยู่ที่ 35.243 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะพบได้ว่าตัวกราฟราคานั้นได้ย่อตัวลงมาจาก High เดิมที่เกือบ 37 บาท ปัจจัยหลักมาจากการขึ้นดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือกนง. ที่ประกาศขึ้นดอกเบี้ยที่อัตรา 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยอยู่ที่ 0.75% ทำให้ค่าเงินไทยบาทกลับมาแข็งมากขึ้นนั่นเอง

สิ่งที่ต้องจับตาก็คือการที่ขึ้นดอกเบี้ยในอัตราประมาณนี้อาจจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศอาจจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากกลุ่มธุรกิจเปราะบางจำเป็นต้องจ่ายหนี้ที่สูงขึ้น ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศไทยปัจจุบันยังน้อยกว่าช่วงก่อนโควิดหลายเท่า

หลังจากตัวเลข CPI เงินเฟ้อของเดือนกรกฎาคมออกมาดีกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้มาก (นักลงทุนคาดการณ์ 8.7% เลขจริง 8.5%) ทำให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มรีบาวด์อีกครั้ง บวกกับตัวเลขการจ้างงานของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ออกมานั้นค่อนข้างแข็งแกร่ง ทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มคิดแล้วว่าอาจจะผ่านช่วง Bottom ของตลาดสินทรัพย์เสี่ยงไปแล้ว ทำให้หลังจากตัวเลขประกาศออกมาทำให้ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีนั้นขยับตัวขึ้นในทิศทางบวก นำโดย Bitcoin ที่ทำการเบรคแนวต้าน $25,000 สำเร็จ


แต่สิ่งที่น่าจับตามองในช่วงนี้ได้แก่สถานการณ์ความตึงเครียดของประเทศจีนและอเมริกาที่กำลังมีประเด็นกับไต้หวัน ซึ่งล่าสุดทางอเมริกาก็ได้ส่งบุคลากรคนสำคัญไปเยือนไต้หวันบ่อยขึ้น ซึ่งยิ่งสร้างความตึงเครียดให้กับประเทศจีนมากขึ้น ปัจจัยนี้อาจจะทำให้ไต้หวันที่อยู่ใกล้จีนถูกกดดันเรื่อยๆ และอาจจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ โดยส่งผลต่อจำนวนซัพพลายของ“ชิปเซมิคอนดักเตอร์” โดยตรง

Bitcoin ปัจจุบันเคลื่อนตัวอยู่ในแนวแชแนลเทรนด์ไลน์ที่ค่อนข้างน่าสนใจ เนื่องจากตัวกราฟทำการยก Low ขึ้นตลอด และปัจจุบันเข้าไปสู่เส้นแนวต้านจิตวิทยาที่ $25,000 เพื่อทำการทดสอบแต่ก็ยังไม่ผ่านแนวต้านนี้ โดยในเชิงเทคนิคอล การเข้าซื้อให้ใกล้ในโซนเส้นเทรนไลน์ที่สุดอาจจะเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจไม่น้อย ซึ่งอยู่ในโซนราคาประมาณ $23,500

แต่สิ่งที่ต้องจับตามองก็คือ Narrative ที่ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีวิ่งขึ้นมาอย่างรุนแรงในช่วงนี้มาจาก Narrative ของ Ethereum the Merge โดยส่วนใหญ่ ทำให้ราคาของคริปโทเคอร์เรนซีในเซคเตอร์ Layer1 และ Layer2 ขยับราคาขึ้นค่อนข้างสูง ซึ่งตัว Bitcoin ก็จะได้รับอนิสงค์นี้เช่นกัน จนกว่าจะเสร็จการอัพเกรด The Merge ในวันที่ 15 กันยายนที่จะถึงนี้ อาจจะต้องระวังการ Sell on fact ในช่วงก่อนวันใกล้เสร็จการอัพเกรด

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นราคา Cryptocurrency ปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวอย่างแรกคือเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาดการณ์ และอีกข่าวหนึ่งที่เป็นปัจจัยบวกกับตลาดอย่างมากคือข่าวที่ Goerli Testnet ของ The Merge ที่ผ่านการเทสไปได้ด้วยดี ทำให้เหรียญอย่าง ETH และเหรียญ DeFi ที่มีความเกี่ยวข้องกับ Narrative ของ The Merge และ Layer 2 อย่างเช่น LDO, OP, FOLD ก็ได้ปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงนำตลาด นอกจากนี้เหรียญในกลุ่ม Real Yield อย่างเช่น GMX, GLP, UMAMI, SNX ก็เป็นกระแสที่ร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน

อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีข่าวการแฮ็คเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งอาจส่งผลให้ภาพรวม TVL ของ DeFi บน Chain ต่างๆนั้นได้ปรับตัวลดลงร่วม 19% ซึ่งมีเพียงแค่ Tron ที่มี TVL ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและได้ทำการแซง Binance Smart Chain ขึ้นไปครอง TVL อันดับสอง โดย TVL ของ Ethereum ปรับตัวลดลงมากที่สุดถึง 25.74% ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากผู้ใช้งานบางส่วนเตรียมตัวถอนเงินจาก DeFi Protocol ต่างๆเพื่อเตรียมตัวสำหรับ “Hard Fork” ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งนอกจาก Ethereum แล้ว TVL ของ Solana ก็ปรับตัวลดลงมากถึง 24.9% ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากการแฮ็ค Slope Wallet ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

The Merge การเปลี่ยนแปลงระบบของ Ethereum จากเดิมที่เป็น Proof of Work ให้กลายเป็น Proof of Stake เพื่อช่วยให้เครือข่ายสามารถประหยัดการใช้พลังงานได้มากยิ่งขึ้น มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น มีความกระจายศูนย์ที่มากยิ่งขึ้น รวมถึงรองรับการทำธุรกรรมที่มากขึ้นได้ ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านการทดสอบระบบบน Goerli Testnet แล้ว และมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดขึ้นจริงในวันที่ 15 กันยายน ที่จะถึงนี้

โดยเหตุการณ์ที่ควรจับตามองระหว่างการอัพเกรดคือ การ “Hard fork” ของเชน Ethereum ที่หลังเหตุการณ์ The Merge แล้ว Ethereum จะถูกแยกออกเป็น 2 เชน คือ เชนที่ยังคงใช้ระบบการยืนยันธุรกรรมแบบ PoW อยู่ และเชนใหม่ที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบ PoS โดยที่ทั้ง 2 เชนจะมีข้อมูลเดียวกัน ดังนั้นหากเรามี 1000 USDC และ 10 ETH ใน Wallet ตอนนี้ หลังการ Hardfork เสร็จสิ้น เราจะมี 1000 USDC และ 10 ETH ทั้งในเชนที่เป็น PoW และ PoS

แต่ไม่ใช่ Asset ของเราในทั้ง 2 เชนจะมีค่าเท่ากัน ตัวอย่างเช่น USDC ที่ทางบริษัท Circle เป็นผู้ออกเหรียญได้ออกมาประกาศว่าจะสนับสนุนแต่ USDC บนเชน ETH แบบ PoS เท่านั้น ดังนั้นเหรียญ USDC บนเชน PoW จะไม่สามารถถูกนำไปใช้ Redeem USD ออกมาจริงๆได้ ทำให้มูลค่าของ USDC ใน ETH ระบบ PoW จะไร้มูลค่าในที่สุด

แต่ไม่ใช่กับเหรียญ ETH ที่มีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ได้ออกมาประกาศว่าจะยังคงสนับสนุน Ethereum แบบระบบ PoW ต่อไป ทำให้เหรียญ ETH ของเชน PoW จะยังคงมีการใช้งานและมูลค่าอยู่ แต่จะมีมูลค่าไม่เท่ากับ ETH บนระบบ PoS ที่มีคนออกมาสนับสนุนเยอะกว่า (เหมือนกับกรณีของ EthereumClassic และ Bitcoin Cash)

จากเหตุการณ์ที่ ETH จะถูก Hard Fork ออกเป็น 2 เชน ทำให้หลัง The Merge เราจะมีโทเคน ETH 2 แบบได้แก่

  1. ETH บนระบบ PoW (ETHW)
  2. ETH บนระบบ PoS (ETHS)

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลายๆ Exchange หลายๆเจ้า เช่น Poloniex , MEXC , Gate.io ได้ออกมาเปิดเทรดเหรียญ ETHW / ETHS ก่อนล่วงหน้า ซึ่งทั้งสองเหรียญนี้จะเป็นเหรียญที่ทาง Exchange ทำออกมาเองล่วงหน้าก่อนเหตุการณ์ The Merge โดยเราสามารถนำ ETH ของเราไปแลกเป็นเหรียญ ETHW, ETHS ของแต่ละ Exchange ได้ในจำนวนที่เท่ากัน และนำไปเทรดบน Exchange นั้นๆได้ก่อน

ซึ่งหากมาดูราคาของ ETH ทั้งสองแบบ (ETHS,ETHW) บน Exchange ที่เปิดเทรด จะพบว่า ETHS จะมีมูลค่าสูงกว่า ETHW โดยปัจจุบันราคาของ ETHS , ETHW มีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 0.97 และ 0.03 ETH ตามลำดับ ดังนั้นหลังเหตุกาณ์ The Merge หากเราคิดว่า ETH บนระบบ PoW (ETHW) จะไร้ค่าไปในที่สุด เนื่องจากไม่มีกลุ่มนักพัฒนาคอยสนับสนุนต่อ เราก็สามารถนำ ETH มาแปลงเป็น ETHW และ ETHS บน Exchange เหล่านี้แล้วเทขาย ETHW ออกไปก่อนได้

ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา Kujira แพลตฟอร์มบน Cosmos ที่อำนวยความสะดวกให้คนทั่วไปสามารถทำ Liquidation ได้ด้วยตัวเองจากปกติที่จะเป็นกลุ่ม Developer ที่เขียน Smart Contract เองได้เท่านั้น ประกาศเปิดตัว USK Stablecoin ของแพลตฟอร์ม

โดย Kujira กล่าวว่าเขาต้องการสร้าง Stablecoin ที่มีความไร้ศูนย์กลาง ต่างจาก USDT หรือ USDC ที่มีคำสั่งในการระงับการใช้งานของ Wallet ที่รัฐสั่งได้อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Tornado Cash โดยโมเดลที่เลือกใช้คือ Collateralized Debt Position (CDP) แบบเดียวกับ DAI ของ MakerDAO แต่จะเป็นการใช้เหรียญ ATOM ในการค้ำ (อนาคตจะเพิ่ม KUJI) โดย ATOM ที่ใช้ค้ำประกันจะถูกลอคไว้เพื่อเตรียมขายหากราคา ATOM ราคาต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ในตอนนี้ได้เริ่มนำ USK ใช้ใน Testnet แล้วและคาดว่าจะเริ่มใช้ได้จริงภายใน 2 อาทิตย์หลังจากนี้ หากทำสำเร็จจะเพิ่ม Use Case ให้ ATOM อย่างมาก

ในวันที่ 14 สิงหาคม 2022 Acala Network ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่อยู่บน Astar Network ซึ่งเป็น Parachain ของ Polkadot ได้ถูกคนร้ายโจมตีคู่เหรียญ iBTC-aUSD โดยคนร้ายพบช่องโหว่ที่สามารถ Mint aUSD ขึ้นมาได้ 1,200 ล้านเหรียญ (aUSD เป็น Collateralized Debt Position (CDP) ที่ใช้ ACA,DOT,BTC,ETH ในการสร้าง ลักษณะการทำงานคล้าย DAI ของ MakerDAO) ทำให้ราคา aUSD ใน Astar Network หลุด Peg เหลือ 0.00966428 ดอลลาร์สหรัฐในขณะที่เขียน หรือติดลบ 99.03% แต่ไม่ได้เกิดจากคนร้ายเพราะ aUSD ยังติดอยู่ในกระเป๋าอยู่ครบทั้งหมด เนื่องจาก Acalar Network ได้รับการโหวตผ่านให้หยุดธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ aUSD ทั้งหมดไว้

ดังนั้น ในตอนนี้ความเสียหายจากการโจมตีในครั้งนี้ยัวถือว่าเป็นศูนย์เพราะเงินที่ผู้ร้ายสร้างขึ้นมาได้นั้นยังคงค้างอยู่ และทางทีมพัฒนาก็ได้ตอบสนองอย่างรวดเร็วกับเหตุการณ์นี้ ซึ่งแม้ว่าราคา aUSD บน Astar Network จะต่ำมาก แต่บน Kucoin ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด ราคาเด้งกลับไปที่ประมาณ 0.74 ดอลลาร์สหรัฐหรือขึ้นมาจากจุดต่ำสุด 13 เท่าแล้ว คาดว่าน่าจะควบคุมสถานการณ์และเรียกความเชื่อมั่นคืนกลับมาได้

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ทาง Curve Finance แพลตฟอร์ม Decentralized Exchange เจ้าดังได้มีการประกาศผ่านทาง Twiiter ให้หลีกเลี่ยงการใช้งานแพลตฟอร์มในช่วงเวลาตี 4 ตามเวลาประเทศไทย เนื่องจากพบแฮ็คเกอร์พยายามโจมตีหน้าเว็บไซต์ curve.fi/curve.exchange และพยายามเปลี่ยน Domain Name Service (DNS) ให้เป็น IP Address ของแฮ็คเกอร์

จนสุดท้ายแล้ว ทีมงาน Curve Finance ก็สามารถกลับมาแก้ไขหน้าเว็บไซต์ให้เป็นปกติได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง แต่แฮ็คเกอร์ก็สามารถขโมยเหรียญ USDC จากแพลตฟอร์มในช่วงที่มีคนมา Approve Contract ในช่วงเวลานั้นไปได้ราวๆ 570,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว

โดยทีมงาน Curve Finance ก็ได้ออกมาชี้แจงภายหลังว่า แฮ็คเกอร์ได้ใช้วิธีที่เรียกว่า “Domain Name Service Spoofing” ซึ่งจะเป็นการโคลนหน้าเว็บไซต์ของ Curve Finance ออกมาให้เหมือนกันทุกประการ และทำการแทนที่ IP Address ของแฮ็คเกอร์ แทน IP Address ของเว็บไซต์ จากนั้นก็สร้าง Contract ปลอมขึ้นมาบนเว็บไซต์ที่ถูกโคลนออกมา ซึ่งผู้ใช้งานที่ทำการกด Approve Request เหรียญที่เราต้องการนำไป Swap หรือฝากสภาพคล่องไว้ในช่วงเวลานั้นจึงถูกขโมยออกไปทั้งหมด จนเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา ทาง CZ เจ้าของเว็บเทรด Binance ก็ได้ออกมาโพสผ่าน Twitter ส่วนตัวว่า ทาง Binance สามารถระงับเงินของแฮ็คเกอร์จำนวน 450,000 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 80% ของเงินที่ไปแฮ็คมาได้ เนื่องจากแฮ็คเกอร์ทำการส่งเงินที่ไปแฮ็คมา เข้าไปยังเว็บเทรด Binance โดยตรง ซึ่งสรุปแล้ว การที่ Curve Finance โดยแฮ็คในครั้งนี้ เกิดจากการโดนโจมตี Domain Name Service ของหน้าเว็บไซต์เท่านั้น ไม่ได้มีปัญหาที่ Smart Contract ของแพลตฟอร์มแต่อย่างใดนั่นเอง

เปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้จากการฝากธนาคารและการฝากพันธบัตรรัฐบาลที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดกับผลตอบแทนจากการฟาร์ม Stablecoin บน Curve, UniSwap, Compound, Aave, PancakeSwap, Traderjoe และ SpookySwap ซึ่งมี TVL มากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่ได้รับการ Audit และเปิดมานานแล้วจึงมีความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูง พบว่าในกลุ่มแรกได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 1.73% ต่อปี ส่วนในกลุ่ม DeFi นั้นมีผลตอบแทนอยู่ที่ 3.46% ซึ่งต่างกันอยู่ที่ประมาณ 2 เท่า แต่ผลตอบแทนที่มากกว่าส่วนหนึ่งก็จากที่การฝากใน DeFi Platform ยังถือว่ามีความเสี่ยงสูงในสายตาของคนส่วนใหญ่

เมื่อเทียบกับเดือนก่อนๆจะพบว่าผลตอบแทนจากเงินฝากและพันธบัตรเพิ่มขึ้น ส่วนผลตอบแทนในการมาฝาก Stablecoin ลดลงค่อนข้างมากจาก APR ประมาณ 8% ในช่วงไตรมาสแรกของปี ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจาก Trading Fee & Borrowing แต่เมื่อมีการทำธุรกรรมดังกล่าวลดลงจากสภาวะของตลาด ผลตอบแทนจึงลดลงตาม

สภาวะตลาด NFT ในช่วง 30 วันที่ผ่านมาพบว่าปริมาณการซื้อขายของ NFT ได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะอย่าง Opensea ที่เป็น NFT Marketplace อันดับหนึ่งของ Ethereum Blockchain ได้มีปริมาณการซื้อขายลดลงกว่า 33% และ Magic Eden ซึ่งเป็น NFT Marketplace อันดับหนึ่งของ Solana Blockchain ก็ได้มีปริมาณการซื้อขายลดลงกว่าประมาณ 33% เช่นเดียวกัน แต่ถ้าหากไปดูจำนวนผู้ใช้งานและจำนวนธุรกรรมก็ยังพบว่ายังมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตลาดเพราะแม้ปริมาณการซื้อขายยังลดลง แต่ก็ยังมีผู้ใช้งานอยู่เรื่อย ๆ  ส่วนการลดลงของ Floor Price ของ NFT โปรเจคหลายโปรเจคในช่วงนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก The Merge และราคาของ Ethereum ที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ Demand เกิดใน Ethereum ที่ราคาขึ้นมากว่า 100% จากจุดต่ำสุดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่า Demand ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมาเจ้าของโปรเจค Moonbirds ได้ประกาศให้โปรเจคกลายเป็น CC0 หรือ Creative Commons ซึ่งหมายความว่าใครก็ได้สามารถ IP(Intelletual Property) ของ Moonbirds ไปใช้ในด้านไหนเลยก็ได้ โดยที่ไม่จำเป็นมี Moonbirds ครอบครอง หรือไม่จำเป็นต้องขออนุญาติเจ้าของเลย

ซึ่งนี่เป็นการตัดสินใจที่ค่อนข้างใหม่ในวงการ NFT เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีโปรเจค Bluechip NFT ประกาศทำ CC0 มาก่อน

เพราะฉะนั้นหากต้องตั้งคำถามก็คงจะเป็น แล้วคอมมูนิตี้ของ Moonbirds จะว่ายังไง ผลลัพธ์ก็คือค่อนข้างไม่พอใจเพราะการตัดสินใจนี้ค่อนข้างกระทันหันและไม่มีการบอกล่วงหน้า และสำหรับจุดแข็งของ NFT ประเภท Profile Picture ที่จะเน้นความ Exclusivity แต่ตอนนี้ IP ของ Moonbirds ใครก็สามารถใช้ได้แล้ว โดยเมื่อวันที่ 5 ราคา Floor Price ของ Moonbirds ได้ลดลงจาก 18 ETH เหลือประมาณ 15 ETH อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนค่อนข้างชัดเจนว่าคอมมูนิตี้เกิดความไม่พอใจขึ้น

โดยสุดท้ายแล้วการตัดสินใจของโปรเจค Moonbirds ครั้งนี้ก็เหมือนการทดลองว่าสุดท้ายแล้วโปรเจค Bluechip NFT จะสามารถทำ CC0 รอดหรือไม่ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะเป็นยังไงคงต้องติดตามต่อไป แต่ถ้าหากสำเร็จก็อาจจะเป็นสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ NFT PFP ได้เช่นกัน

Patrón Tequila แบรนด์เตกิล่าชื่อดังจากประเทศ Mexico ได้จัดกิจกรรมบนพื้นที่ของ Decentraland โดยแบ่งเป็น 3 พื้นที่ตามชื่อ Signature Cocktail ของทางแบรนด์ และแต่ละพื้นที่จะมีกิจกรรมง่าย ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Cocktail ชนิดนั้น ๆ เช่นสูตรการทำ Cocktail โดยใช้ Patron Tequila ซึ่งการกิจกรรมในลักษณะนี้สามารถสร้าง Awareness ให้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้เป็นที่รู้จักมากขึ้นได้

ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับ Patron Jacket ที่เป็น Wearable Object ใน Decentraland และหากทำเควสครบทั้ง 3 เควสก่อนจะสามารถอัพเกรด Jacket เป็นอีกแบบหนึ่งที่เป็น Limited Edition ได้ และยังมีสิทธิ์ลุ้นไปเที่ยว 4 วัน 3 คืนแบบสุดหรูที่ Punta Mita, Mexico อีกด้วย

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา Samsung ได้จัดงาน Samsung Unpacked 2022 เพื่อเปิดตัว Samsung Z Flip4, Z Fold4, Watch5, Watch5 Pro และ Buds2 Pro 

ซึ่งนอกจากงานในโลกจริงแล้ว ทาง Samsung ก็ได้จัดงานใน Decentraland ควบคู่ไปด้วย โดยเป็นการจัด Watch Party เพื่อมาดู Livestream ของงาน และผู้เข้าร่วมจะได้รับ NFT ซึ่งเป็น Jacket ที่สามารถใส่ใน Decentraland ได้ และก็มีการจัด Watch Party สำหรับแฟน ๆ BTS เพื่อดูการเปิดตัว MV เพลง Yet To Come ใน Version ที่ทำร่วมกับ Samsung อีกด้วย

นอกจากนี้ Samsung ก็มีกิจกรรมและ Workshop อีกมากมายในเดือนสิงหาคม ตัวอย่างเช่น Spark AR, 8K Gaming Workshop, SoFar Sounds Workshop และ Family Movie Night ทุก ๆ วันอาทิตย์ของเดือน ซึ่งจะมีการฉายภาพยนตร์เรื่อง The Lost City, Ferris Bueller’s Day Off, The Incredibles และ Spider Man : No Way Home โดยกิจกรรมเหล่านี้ทุกคนสามารถเข้าไปร่วมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ

Share :

Related

“Manifold Finance” กับการสร้าง MEV Protection Product ที่จะช่วยยกระดับการใช้งานแพลตฟอร์ม Decentralized ของนักลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สรุป CoinTalk ประจำวันที่ 16/9/2022
Cryptomind Bi-weekly Outlook (1-15 September 2022)
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้า The Merge