Search
Close this search box.

ปัจจัยขับเคลื่อน Bull Run ครั้งหน้า

Share :
Ued

Table of Contents

ตลาดหมี 2022-2023

ตลาด Cryptocurrency ได้เข้าสู่ภาวะตลาดหมีตั้งแต่ในเดือนพฤษภาคม 2022 ที่ผ่านมา โดยสัญญาณของการเข้าสู่ตลาดหมีนั้นเริ่มตั้งแต่ในเดือนพฤศจิกายน 2021 ที่ราคาของ BTC เริ่มปรับตัวลง จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐเริ่มส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยและ QT ตามมาด้วยเหตุสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2022 (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดหมี 2022 ได้ที่นี่)

นอกจากนี้ ในปี 2022 นั้นถือเป็นปีที่มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ที่ทำให้โดยรวมทั้งปีนั้นตลาดไม่ไปไหนสักที ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ชัดเจน หรือเหตุการณ์ภายในต่างๆ เช่น การล่มสลายของ Terra, การล้มลงของ VCs และ Exchange ขนาดใหญ่อย่าง FTX (อ่านเพิ่มเกี่ยวกับ FTX ได้ที่นี่) และในปี 2023 ที่ตลาดคริปโทฯก็ได้เจออุปสรรคหนักจาก Regulator โดยล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2023 ที่ผ่านมา ก็มีประเด็นจาก SEC สหรัฐฯที่ดำเนินการฟ้องร้อง Binance US และ Coinbase 

จากวันที่เริ่มเข้าสู่ตลาดหมีจนถึงวันนี้ก็ล่วงเลยมาเป็นเวลามากกว่า 1 ปีแล้ว ถึงแม้ในระหว่างทางจะมี Narrative ต่างๆเกิดขึ้นหลายอย่างที่เปิดให้นักลงทุนได้ทำกำไรได้ตลอด อย่างเช่น LSD, AI, Meme coins, Perp DEX และอื่นๆ แต่ก็ยังไม่มี Narrative ไหนที่แข็งแกร่งพอที่จะผลักดันให้ตลาดกลับเข้าสู่ Bull Run ที่แท้จริงได้สักที 

ดังนั้นในบทความนี้เราจะไปดูกันว่าจะมี Catalyst อะไรบ้างที่มีศักยภาพเพียงพอจะทำให้ตลาดกลับเข้าสู่ Bull Run ได้ ซึ่งก่อนจะไปดูที่ประเด็นดังกล่าว เราอาจจะย้อนกลับไปดูว่าปัจจัยอะไรที่ผลักดันให้เกิด Bull Run ในรอบปี 2020-2021 ขึ้นมาได้

Bull Run 2020-2021

ถ้าเราย้อนกลับไปดูที่ตลาด Bull Market ในช่วงปี 2020-2021 แล้วพิจารณาดูปัจจัยต่างๆจะเห็นว่า Bull Market ที่เกิดขึ้นมาจาก “Perfect Storm” ของหลายๆเหตุการณ์ เช่น

  • Stimulus check และ QE: การพิมเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการแจกเงินของรัฐบาลสหรัฐฯในช่วง Covid 19
  • อัตราดอกเบี้ยต่ำ: ต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ
  • Bitcoin halving: เป็นช่วงที่เกิด Bitcoin halving พอดี
  • Crypto use case: มีการเกิดขึ้นของ Use case ของคริปโทฯที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเข้ามาของเงินจากทั้งรายย่อยและรายใหญ่ เช่น DeFi, GameFi, NFT, Asset tokenization เป็นต้น
  • El Salvador: ประเทศเอล ซัลวาดอร์ประกาศใช้ Bitcoin เป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ขอบคุณภาพจาก Coingecko

เหตุการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จึงทำให้ตลาดคริปโทฯเข้าสู่ Bull Run แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดย Total Crypto Market Cap ขึ้นไปทำจุดสูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 2021 ที่มูลค่ากว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

Next Bull Market จะเกิดขึ้นได้ไหม?

จากบทเรียนของ Bull Market ครั้งที่ผ่านมาในปี 2020-2021 เราอาจจะใช้หลักการเดียวกันในการพิจารณาดูว่าจากสภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยภายในโลกคริปโทฯที่มีอยู่หรือกำลังจะเกิดขึ้นนั้น จะสามารถเกิด “Perfect storm” ได้อีกครั้งหรือไม่ และมีเหตุการณ์อะไรบ้างที่เราต้องจับตาดู ซึ่งเราจะไปดูกันในบทนี้

1. Blackrock ETF

Blackrock ยื่นขอเปิด Bitcoin ETF กับทาง SEC สหรัฐฯในชื่อ iShare Bitcoin Trust ในวันที่ 15 มิถุนายน 2023 ที่ผ่านมา (อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยื่นขอ Bitcoin ETF ของ Blackrock ได้ที่นี่) ซึ่งนอกจาก Blackrock แล้วยังมีบริษัทหลักทรัพย์อื่นๆอีก 6 แห่งที่ยื่นขอเปิด Bitcoin ETF เหมือนกัน เช่น BitWise, Fidelity, WisdomTree, Invesco และ Valkyrie เป็นต้น

ซึ่งจากข่าวการยื่นขอเปิด Bitcoin ETF ก็ได้ทำให้ราคา BTC ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์เลยทีเดียว ซึ่งเราคาดว่ามีความเป็นไปได้สูงว่า BlackRock จะสามารถยื่นผ่านได้อย่างไม่ยากเย็น อีกทั้ง BlackRock ที่เป็นบริษัทจัดการการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย AUM กว่า $9 Trillion นั้นคงมีอำนาจต่อรองกับทางรัฐบาลหรือ SEC ค่อนข้างมาก ดังนั้นถ้ายื่นผ่านก็จะเป็นปัจจัยในการดึงเม็ดเงินทั้งจากรายย่อยและสถาบันเข้ามาสู้คริปโทฯได้จำนวนมาก

2. Regulatory Clarity

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปี 2023 นี้เป็นปีที่เป็นการแข่งขันของตลาดคริปโทฯ กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) เพราะว่านับตั้งแต่ต้นปี ธุรกิจหลายรายในอุตสาหกรรมถูกยื่นฟ้องจากผู้คุมกฎในสหรัฐฯเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น การฟ้องร้องเกี่ยวกับการขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน เช่น การขายเหรียญ SOL/MATIC/ADA บน Binance และ Coinbase รวมไปถึงการถูกสั่งหยุดผลิต BUSD ของ Paxos เป็นต้น

ขอบคุณภาพจาก Bitcoin Addict

ดังนั้นถ้าหากว่าประเทศอย่างสหรัฐฯจะเริ่มออกมาทำให้กฎหมายควบคุมคริปโทฯมีความชัดเจนและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจและการลงทุนในคริปโทฯมากขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดอย่างแน่นอน เช่น ถ้า Gary Gensler ถูกถอดถอนจากที่นั่งประธาน SEC สหรัฐฯ ก็อาจจะทำให้ได้เห็นการสนับสนุนธุรกิจคริปโทฯในสหรัฐเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น


หรือจะเป็นตัวอย่างล่าสุด เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ทาง Jerome Powell ได้ออกมาพูดถึง Stablecoin ในเชิงยอมรับ ซึ่งอาจหมายถึงว่าเราอาจจะได้เห็นกฎหมายเพื่อสร้างกรอบการกำกับดูแลที่ครอบคลุมสำหรับเหรียญ Stablecoin ในสหรัฐฯในทิศทางที่ดีมากขึ้นก็ได้ โดยให้จับตาดูในเดือนกรกฎาคมนี้ที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯจะเตรียมลงมติในกฎหมายที่สร้างความชัดเขนเกี่ยวกับสกุลเงินดิจทัลและ Stablecoin

3. ประเทศฮ่องกงเปิดให้นักลงทุนรายย่อยเทรดคริปโทฯ

ในปี 2023 ทาง Securities and Futures Commission (SFC) ประเทศฮ่องกงเพิ่งได้เปิดตัวระบบการออกใบอนุญาตคริปโทฯให้กับเว็บเทรด โดยเริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2023 ที่ผ่านมา ประเทศฮ่องกงได้เปิดให้นักลงทุนรายย่อยสามารถซื้อขายคริปโทฯได้ (ก่อนหน้านี้ทำได้เฉพาะนักลงทุนกลุ่ม Professional/Accredited ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น) ซึ่งในช่วงเริ่มต้นจะอนุญาตให้เทรดเหรียญได้บางเหรียญโดยเน้นไปที่กลุ่ม Big Cap ประกอบด้วย Bitcoin, Ethereum, Litecoin, Polkadot, Bitcoin Cash, Solana, Cardano, Avalanche, Polygon  และ Chainlink 

ในฐานะที่ประเทศฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการเงินขนาดใหญ่ จึงถือว่าเป็น Move ที่น่าจับตามอง เพราะคาดว่าจะทำให้เม็ดเงินหลั่งไหลเข้ามาสู่คริปโทฯเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ประเทศฮ่องกลยังมีนโยบายสร้างตัวเองเป็น Crypto Hub ที่มีกฎหมายสนับสนุนนวัตกรรม และยังเปิดรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจาก Regulator ในสหรัฐฯได้ด้วย อย่างเช่นล่าสุดที่ Coinbase ถูก SEC สหรัฐฯ ฟ้อง ทางประเทศฮ่องกลก็ออกมาประกาศเชิญชวน Coinbase ไปเปิดในฮ่องกง เป็นต้น

4. Bitcoin Halving

ขอบคุณภาพจาก Stockmoney Lizards

จากสถิติย้อนหลังของ Bitcoin halving ทั้งหมด 3 ครั้งในอดีตเราจะเห็นได้ว่าในทุกรอบราคา BTC ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ (All-time high) เสมอ โดยราคาเหรียญ BTC ณ วันที่เกิดการ Halving ย้อนหลังดังนี้

  • First Halving (November 28th, 2012): 12.35 ดอลลาร์/BTC ณ วันที่ 28 พฤศจิกายน 2012
  • Second Halving (July 9th, 2016): 650.53 ดอลลาร์/BTC ณ วันที่ 9 กรกฎาคม 2016
  • Third Havling (May 11th, 2020): 8821.42 ดอลลาร์/BTC  ณ วันที่ 11 พฤษภาคม 2020

นอกจากนี้ภายหลังจาก Bitcoin havling ในทั้งสามรอบ ยังเหมือนเป็นการเริ่ม Cycle รอบใหญ่ของคริปโทฯ และเหรียญ Alt coins ต่างๆก็ราคาปรับตัวขึ้นตามหลังจากที่ราคา BTC ขึ้นไปก่อนหน้า โดย Bitcoin havling ในรอบถัดไปคาดว่าจะมาถึงในช่วงประมาณเดือนเมษายน 2024 ซึ่งหลายๆคนก็เชื่อว่าจะนำพามาซึ่ง Bull market ในรอบถัดไป

5. Interest Rate Cut/QE

จากการที่ Fed ได้เริ่มทำ QT และเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอย่าง Aggressive มาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นในระดับมากกว่า 9% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 40 ปี โดยในปี 2022-2023 ที่ผ่านมา Fed ได้ขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมด 7 ครั้งและอีก 2 ครั้งในปี 2023 มาอยู่ที่ระดับ 5-5.25% ส่วนในปี 2023 ทาง Fed ได้คาดการณ์ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกแค่ 2 ครั้ง โดยจะขึ้นไปสูงสุดที่ 5.6%

ขอบคุณภาพจาก CNBC

นอกจากนี้ ภาพรวมสถานการณ์เงินเฟ้อเริ่มดูดีขึ้นเรื่อยๆดูเหมือนจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และในภาวะที่ประเทศสหรัฐฯเป็นหนี้สูงจะทำให้ไม่สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ในภาวะดอกเบี้ยสูงแบบนี้ ดังนั้นในที่สุดแล้ว Fed จะต้องลดดอกเบี้ย ดังนั้นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงคาดการณ์ว่าปี 2023 นี้จะเป็นปีที่อัตราดอกเบี้ยขึ้นไปจุดสูงสุดและจะลดลงหลังจากนี้ และยังมีโอกาสที่จะกลับมาทำ QE อีกครั้งได้

6. New Innovation for Mass Adoption

เมื่อเทียบกับ Bull Market ในรอบ 2020-2021 กับปัจจัยต่างๆที่กล่าวมาเทียบกับที่มีในรอบปี 2023 นี้ เราจะเห็นว่าหลายๆอย่างพร้อมเป็นปัจจัยผลักดันตลาดเข้าสู่ Bull Market ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังขาดอยู่เมื่อเทียบกับรอบก่อนคือ การเกิดขึ้นของ Use Case อย่างเช่น DeFi, GameFi, NFT, Asset tokenization ซึ่งเป็น Application ที่ใช้งานได้จริงและจับต้องได้แบบที่วงการคริปโทฯไม่เคยเจอมาก่อน 

โดยเรามองว่า Use case ที่เรามองหาในรอบนี้จะต้องเป็น Use case ที่สามารถสร้างความแตกต่างและทำให้เกิด Mass Adoption ขึ้นได้จริง ที่ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่แล้วเพียงเล็กๆน้อยๆ ซึ่งสิ่งที่เรามองว่ามีความเป็นไปได้ในการผลักดันคริปโทฯเข้าสู่ Mass Adoption อย่างเช่น

  • EIP4844 Upgrade: โดย EIP-4844 ถือเป็นอีกหนึ่งการอัปเกรดสำคัญที่น่าจับตามองเพราะจะช่วยลดค่าธรรมเนียมแก๊สใน Layer 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Rollups อย่างเช่น Optimism และ Arbitrum ให้ถูกลงอีกประมาณ 10-100 เท่า ซึ่งเรามองว่าอาจจะเป็นการเพิ่มความน่าสนใจและดึงดูดผู้ใช้งานและธุรกิจมาสู่ Ethereum Layer 2 ได้อีกมาก
  • Account Abstraction ERC-4337: เป็นการอัปเกรดของทาง Ethereum ที่จะทำให้คนทั่วไปสามารถเข้ามาใช้งานคริปโทฯได้ง่ายกว่าเดิม โดยเป็นแนวคิดที่จะเปลี่ยนกระเป๋าเงินของผู้ใช้ให้เป็น Smart contract accounts เพื่อทำให้กระเป๋าเงิน Ethereum เป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้การใช้งานและการ Interact กับ DApps ต่างๆง่ายมากขึ้น ซึ่งถ้าทำได้จริงจะเป็นรากฐานสำคัญสู่ Mass Adoption ได้

นอกจากนี้ ยังอาจจะมี Use case อื่นๆเกิดขึ้นอีกในอนาคต ที่นักลงทุนควรคอยติดตามอย่างใกล้ชิด ถึง Use case ใหม่ๆที่อาจเกิดขึ้นที่มีนัยสำคัญต่อการเข้าสู่ Mass Adoption

บทสรุป Bull Market หน้า

ถ้าเราย้อนกลับไปดูที่ตลาด Bull Market ในช่วงปี 2020-2021 จะเห็นว่า Bull Market ที่เกิดขึ้นมาจาก “Perfect Storm” ของหลายๆเหตุการณ์ที่เข้ามาประจวบเหมาะพร้อมๆกัน เช่น Stimulus check และ QE, อัตราดอกเบี้ยต่ำ, Bitcoin halving, การประกาศใช้งาน BTC เป็น Legal tender ของประเทศเอล ซัลวาดอร์ และการเกิดขึ้นของ Use case ใหม่

ในรอบนี้จะเห็นว่ามีหลายๆเหตุการณ์ทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นซึ่งพร้อมจะผลักดันตลาดคริปโทฯกลับสู่ Bull Market ได้ เช่น Blackrock ETF, Regulatory Clarity, Hongkong legalizing crypto, Bitcoin Halving, Interest rate cut/QE โดยปัจจัยอย่าง Use case for mass adoption ยังขาดอยู่แต่คาดว่าจะเข้ามาเติมเต็มได้ไม่ยาก โดยการพัฒนาอย่างเช่น EIP-4844, Account Abstraction เป็นต้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไป

Author

Share :
Related
Solana Mobile ซื้อโทรศัพท์แล้วได้เงินมีอยู่จริง !!
CoinTalk (10/5/2024):
CoinTalk (03/05/24):
CoinTalk (26/4/2024): ได้เวลากลับไปทำงานประจำ