Cryptomind Biweekly Outlook (16-30 June 2022)
Share :
LINE_ALBUM_2022.7.1_๒๒๐๗๐๑_9

แนวโน้มปัจจุบันของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐต่อเงินบาทนั้น มีการย่อตัวลงมาเล็กน้อย เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เริ่มทยอยขนย้ายเม็ดเงินออกจากดอลล่าร์สหรัฐ กล่าวคือ นักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นนั่นเอง บวกกับปัจจัยในประเทศไทยเอง ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้สัญญาณเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแล้ว อาจจะทำให้เงินบาทมี Sentiment ที่ดูแข็งขึ้นในระยะหนึ่ง

ในเชิงเทคนิคอล การที่กราฟย่อลง Retest ตรงแนวรับเส้นสีแดงที่เขียนไว้ อาจจะเป็นการ Confirm การเบรคอัพและเป็นขาขึ้นต่อไปได้ ถ้ากราฟ Week นี้ปิดเหนือ เส้นแนวรับ 38.4 บาท/ดอลล่าร์ ได้ในวีคนี้ ก็อาจจะแสดงให้เห็น Sentiment ของเงินบาทที่จะอ่อนค่าในระยะกลางถึงยาวได้ 

หลังจากมาตรการคว่ำบาตรประเทศรัสเซีย ทำให้เราได้เห็นเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนไป จาก Globalization กลายเป็น Deglobalization แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันโลกอาจจะจำเป็นต้องเลือกข้างของประเทศมหาอำนาจที่ปัจจุบันก็มีการแบ่งพรรคแบ่งฝ่ายออกอย่างชัดเจน เรื่องการเงินก็เช่นกัน เราอาจจะแบ่งเป็น 3 เครือข่าย

1. กลุ่มที่ใช้เครือข่าย SWIFT (Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) ที่เป็นธนาคารและสถาบันการเงินมากกว่า 2,000 แห่ง โดยธนาคารแห่งชาติของเบลเยียมร่วมมือกับธนาคารกลางที่สำคัญหลายแห่งทั่วโลกในการดูแลระบบ ซึ่งหมายรวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ ยุโรป และธนาคารกลางอังกฤษ

2. กลุ่ม BRICS ที่ประกอบไปด้วยประเทศที่มีประชากรเยอะที่สุดอย่าง Brazil Russia India China และ South Africa ก็เริ่มมีแผนว่าจะพัฒนาระบบการเงินขึ้นมาเช่นกัน โดยมีข้อมูลออกมาว่าจะหันมาพัฒนา CBDC (Central Bank Digital Currency) ที่ใช้ระบบ Blockchain เป็นเบื้องหลัง เพื่อนำมาแข่งกับระบบ SWIFT นั่นเอง

3. BITCOIN ที่เป็นเครือข่ายที่ไม่มีเจ้าของ ไม่มีเจ้าใหญ่เจ้าไหนควบคุม แต่ก็สามารถโอนย้ายเงินข้ามไปมาได้เหมือนกันผ่านระบบ Lightning ได้ อนาคตอาจจะสามารถใช้ส่งข้อมูลอย่างอื่นได้เช่นกัน

สรุปได้ว่า ในอนาคตที่จะถึงนี้ประชาชนจะมีสิทธิ์ที่จะเลือกใช้เครือข่ายในการทำธุรกรรมมากขึ้น เราอาจจะได้เห็นการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้นในตลาดเงิน กล่าวคือ เราอาจจะได้เห็นสงครามที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งสงครามในรอบนี้ไม่ใช่ทางทหาร แต่เป็นสงครามทางการเงินและเศรษฐกิจนั่นเอง

หลังจากถูกเทขายอย่างต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ ปัจจุบัน Bitcoin ก็สามารถหาจุดที่พักตัวได้ ซึ่งก็คือแนวรับประมาณ $20,000 นั่นเอง ซึ่งเป็นแนวรับสำคัญทางจิตวิทยาด้วยเช่นกัน ซึ่ง Sentiment ปัจจุบันยังคงเป็นทิศทาง Sideway ออกข้างโดยรักษาระดับโซน $20,000 – $23,000 ออกไปเรื่อยๆ เนื่องจากเทรนด์การลงทุนปัจจุบันนักลงทุนก็ยังไม่กล้าที่จะเปิดความเสี่ยงมากนัก เนื่องจากยังกังวลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาอยู่

อย่างไรก็ตามในเชิง Fundamental ตัว Bitcoin เองก็ยังทำหน้าที่ของมันอยู่ในทุกวัน ตลอดเวลา ซึ่งก็คือการโอนย้ายมูลค่านั่นเอง เปรียบเสมือนเป็นธนาคารที่ไม่มีใครควบคุม ตรวจสอบได้ โปร่งใส ซึ่งขัดกับธนาคารหลายแห่งที่มีเจ้าของ ที่เริ่มมีการปิดการถอนเงินไม่ให้ประชาชนเข้าถึงสินทรัพย์ของตัวเองได้ทั้งๆที่เงินก็คือสินทรัพย์ที่ประชาชนใช้แลกกับเวลาชีวิตของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการปิดการถอนเงินมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Crypto Exchange หรือ ธนาคารในโลกจริง เช่น ในไต้หวันก็มีการปิดการถอนเงินแล้วเช่นกัน

จาก Sentiment ของตลาดที่นักลงทุนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯอยู่ ทำให้ทรัพย์สินเสี่ยงทั้งหุ้นและ Cryptocurrency ยังยังอยู่ในช่วง SIdeway และยังขาดปัจจัยบวกที่จะทำให้ตลาดปรับตัวขึ้นได้ รวมถึงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังมีเหตุการณ์เรื่อง Bridge ของ Harmony Chain ที่ถูก Hack รวมถึงราคาของ GBTC และ stETH ที่ยังคงไม่สามารถกลับมา Peg ได้ และข่าวลือเรื่องปัญหา Insolvency ของเหล่า VCs และ Centralized Exchanges ต่างๆ ทำให้ตลาด Cryptocurrency โดยรวมยังดูไม่ค่อยดีนัก

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา TVL โดยรวมของแต่ละ Chain ก็ลดลงมากพอสมควรจากการปรับตัวลงของตลาด Cryptocurrency โดย TVL ของ Ethereum ลดลง 19.76% ส่วน TVL ของ Tron ปรับตัวลดลงสูงสุดถึง 27.89% ส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุมาจากราคาของ USDD ที่ยังไม่สามารถกลับมา Peg ได้ ทำให้เกิดการไหลออกของ TVL ดังกล่าว อย่างไรก็ตามก็เป็นที่น่าสนใจว่า Tron ยังคง TVL สูงสุดเป็นอันดับที่ 3 อยู่ แม้ว่าแพลทฟอร์ม DeFi บน Tron จะมีแค่ 7 แพลทฟอร์มเท่านั้น โดยมี TVL ของ JustLend, SUN.io และ JustStables รวมกันมากถึง 99%(~4B) ของ TVL บน Chain ทั้งหมด

วันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา Horizon Bridge ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอำนวยความสะดวกในการโอน Cryptocurrency จาก Harmony Blockchain ไปยัง Ethereum และ BNB Chain ได้ถูกโจมตี ผู้ร้ายได้ขโมยเงินไปมูลค่าประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากการตรวจสอบพบว่าการโดนโจมตีเกิดจาก Private Key จำนวน 2 จาก 5 ได้ถูกขโมยไปจากการโจมตี Server ที่มีการเก็บ Private Key ทำให้ผู้ร้ายมีสิทธิ์ในการคุมเงินใน Horizon Bridge หลังจากนั้นผู้ร้ายได้สั่งโอน Cryptocurrency ต่างๆ ประกอบด้วย 85,867 ETH, 592 WBTC, 9.9M USDT, 600,000 DAI, 41.2 M USDC, 5.6M FRAX, 5.5M BUSD, 84.6M AAG, 110.000 FXS และ 415,000 SUSHI รวมมูลค่าทั้งหมด 97 ล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าไปที่กระเป๋าของผู้ร้าย ทำให้ราคาเหรียญของ Harmony (ONE) ร่วงมากกว่า 10%

ทาง Harmony ประกาศว่าจะร่วมมือกับ FBI และบริษัทด้าน Cybersecutiy ในการตามจับตัวผู้ร้ายพร้อมทั้งส่งข้อเสนอไปให้ผู้ร้ายว่าจะตอบแทนเป็นเงินจำนวน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นการแลกกับการคืนเงินและไม่ถูกดำเนินคดี อย่างไรก็ตามทางผู้ร้ายไม่มีทีท่าว่าจะคืนเงินแต่อย่างใดเนื่องจาก Certik รายงานว่าผู้ร้านนำเงินที่ขโมยมากว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐใส่เข้าไปในแพลตฟอร์ม Tornado Cash ซึ่งจะช่วยปกปิดเงินที่ขโมยมาให้ตามรอยได้ยากขึ้น
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Bridge โดนโจมตีเพราะนับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2022 มี Ronin และ Wormhole Bridge ก็โดนโจมตีด้วยเช่นกัน ดังนั้นการลงทุนในแพลตฟอร์มประเภท Bridge จึงควรหลีกเลี่ยงเนื่องจากช่องโหว่ที่พบนั้นมีทั้งจากการเขียนโปรแกรมที่ไม่ครอบคลุมพอหรือเกี่ยวกับความผิดพลาดจากการเก็บรักษา Private Key ของผู้ดูแลด้วยเช่นกัน

GBTC หรือ Grayscale Bitcoin Trust ซึ่งเป็น Trust ของ Graysacle หนึ่งในบริษัทที่มีการถือครอง BTC มากที่สุดในโลก ที่ต้องการอำนวยความสะดวกให้คนที่ต้องการลงทุนใน Bitcoin แต่ไม่มีความรู้เรื่องการเก็บรักษา ด้วยการสร้าง Trust ที่มี Bitcoin เป็น Asset Back ขึ้นมา แล้วเก็บค่าบริหาร 2% ต่อปี ซึ่งในปัจจุบัน Grayscale Bitcoin Trust ได้มีการถือครอง BTC กว่า 638,517 BTC แต่ข้อเสียของการที่ยังเป็น Trust อยู่คือ GBTC จะไม่สามารถถูก Redeem ออกมาเป็น BTC จริงๆได้ จึงทำให้ GBTC ไม่สามารถถูก Arbritage ได้เมื่อราคาไม่อ้างอิงตาม Asset Backed นั้นเอง

จากข้อมูลในเว็บไซต์ที่แจ้งว่า 1 หน่วยของ GBTC จะคิดเป็น 0.00092222 BTC ดังนั้นหากคิดที่ราคา Bitcoin 21,000 ดอลลาร์ 1 หน่วยของ GBTC ควรจะมีค่าเท่ากับ 19.36 ดอลลาร์ แต่ในตลาด GBTC เทรดกันที่ราคาเพียง 13.25 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 32% Discount จากราคาที่ควรจะเป็น

แล้วทำไม GBTC ราคา Discount 32% จึงน่ากลัว

เนื่องจาก GBTC ที่เป็น Trust ไม่สามารถถูก Arbritage ได้เหมือนกับ ETF ต่างๆ ทำให้คนที่ต้องการเทขาย GBTC นั้นจำเป็นต้องมาเทขายในตลาดรอง ซึ่งหากเราไปดูรายชื่อ Holders ของ GBTC จะพบว่าผู้ที่ถือครอง GBTC มากที่สุดคือ 3 Arrows Capital (3AC) ที่กำลังมีปัญหาล้มละลายอยู่นั้นเอง ทำให้เป็นไปได้ที่ 3AC อาจจะต้องเทขาย GBTC ออกมาอีกเพื่อนำเงินไปใช้จ่ายหนี้ ซึ่งจะทำให้ GBTC ราคายิ่ง Discount หนักไปอีก และจุดนึง Grayscale อาจจำเป็นต้องปิด Trust นี้ลง ถ้าเป็นเช่นนั้นจะมี BTC กว่า 638,517 ถูกเทขายออกมาในตลาดเพื่อนำมาปิด Trust นี้ อย่างไรก็ตามล่าสุดทาง Grayscale กล่าววว่าจะฟ้อง SEC หากไม่อนุมัติ Bitcoin ETF คงต้องจับตารอดูกันต่อไป 

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา คุณ Anatoly Yakovenko, CEO ของ Solana Labs ได้มีการประกาศเปิดตัว “Saga” ซึ่งเป็น Crypto Smartphone ที่มีการรันระบบผ่าน Android ของทาง Solana ที่จะมีฟีเจอร์สำหรับรองรับการใช้งาน DApps ต่างๆภายใน Web 3.0 ทั้งหมด

โดยสเป็คคร่าวๆของ Saga Smartphone ประกอบไปด้วย หน้าจอขนาด 6.67 นิ้ว (OLED) RAM 12 GB ความจุทั้งหมด 512 GB ซึ่งราคาของมือถือ Saga อยู่ที่ประมาณ 1,000 USDC และจะมีการจัดส่งให้ลูกค้าในช่วงต้นปี 2023 นั่นเอง

นอกจากนี้ ทาง Solana Labs ยังได้พัฒนา “Solana Mobile Stack (SMS)” ซึ่งเป็น Software สำหรับอำนวยความสะดวกให้แก่ Developer ที่จะเข้ามาสร้าง DApps ภายใน Saga อีกด้วย

หากพูดถึงฟีเจอร์ต่างๆของ Saga ก็เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกการใช้งานในโลกคริปโตเลย ไม่ว่าจะเป็น Web 3 DApps Store สำหรับการดาวน์โหลด DApps, Solana Pay สำหรับการชำระเงินใน Solana ผ่าน QR Code และ Seed Vault สำหรับการเก็บ Private Keys ในมือถือเราอย่างปลอดภัยอีกด้วย รวมไปถึง Solana Labs ยังได้มีการร่วมมือแพลตฟอร์มต่างๆของทาง Solana ได้แก่ Magic Eden (NFT Marketplace), Phantom (Web 3.0 Wallet) และ Orca (Decentralized Exchange) สำหรับการพัฒนา DApps ใหม่ๆของทาง Saga ในอนาคตนั่นเอง

เปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้จากการฝากธนาคารและการฝากพันธบัตรรัฐบาลที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดกับผลตอบแทนจากการฟาร์ม Stablecoin บน Curve, UniSwap, Compound, Aave, PancakeSwap, Traderjoe และ SpookySwap ซึ่งมี TVL มากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ได้รับการ Audit และเปิดทำการมานานแล้วจึงมีความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูง พบว่าในกลุ่มแรกได้ผลตอบแทนเฉลี่ยเพียงปีละ 1.07% ต่อปี แต่ในกลุ่ม DeFi นั้นมีผลตอบแทนสูงถึง 4.13% ต่างกันมากถึง 3.86 เท่า แต่ผลตอบแทนที่มากกว่าส่วนหนึ่งก็จากที่การฝากใน DeFi Platform ยังถือว่ามีความเสี่ยงสูงในสายตาของคนส่วนใหญ่

แต่เมื่อเทียบกับเดือนก่อนๆจะพบว่าผลตอบแทนในการมาฝาก Stablecoin ลดลงค่อนข้างมากจาก APR ประมาณ 8% ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการที่ผลตอบแทนส่วนใหญ่มาจาก Trading Fee & Borrowing แต่เมื่อมีการทำธุรกรรมดังกล่าวลดลงผลตอบแทนจึงลดลงตาม

สภาวะตลาด NFT ย้อนหลัง 30 วันพบว่าตลาด NFT ยังคงอยู่ในช่วงตลาดหมีสังเกตุจากปริมาณการซื้อขายและจำนวนผู้ใช้งานที่ยังคงลดลงอยู่ อันเป็นผลกระทบมาจากสภาวะตลาดคริปโตเคอเรนซี่โดยรวมที่ภาพรวมยังอยู่ในทิศทางขาลงและจากความกังวลของเงินเฟ้อ จึงคาดว่าทำให้การลงทุนหรือสินทรัพย์ของผู้คนถูกแปลงกลับไปเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องและความเสี่ยงต่ำกว่า ในขณะที่ NFT เป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำและมีความผันผวนของราคาที่สูง

ถึงแม้ตลาด NFT จะลงอย่างมากโดยถ้าเทียบเป็นหน่วยดอลลาร์สหรัฐพบว่า NFT หลาย ๆ คอลเลคชั่นได้ลงไปมากกว่า 80-90%+ จาก All time high แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็มี NFT บาง Collection ที่พอจะกลับมายืนราคาได้บ้างแล้วอย่างเช่น Clone X ที่ตอนนี้ขึ้นมาประมาณ 40% จากจุด Rebound ตามมาด้วย BAYC ประมาณ 50% Doodles ประมาณ 100% และ Azuki ที่ประมาณ 75% ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังมีนักลงทุนที่ยังคงสนใจและให้ Value กับคอลเลคชั่นอันดับต้น ๆ แต่สุดท้ายแล้ว คอลเลคชั่นเหล่านี้จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองคือโปรเจค Blue Chip หรือไม่ก็คงต้องดูกันต่อไป ซึ่งคาดว่าจะได้การพิสูจน์จริง ๆ คือ Bull run ครั้งถัดไป

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมาแรปเปอร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Eminem และ Snoop Dogg ได้เปิดตัวเพลง From The D 2 The LBC ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับกัญชาและวัฒนธรรม(Culture)ที่ศิลปินคุ้นเคยและปัจจุบันได้มียอดเข้าชมมากกว่า 10 ล้านในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับวงการ NFT ก็คือการที่ Music Video นั้นได้มีการนำ BAYC ที่เป็นของ Eminem และของ Snopp Dogg มาแสดงอยู่ใน Music Video ด้วย

ต้องบอกว่าศิลปินสองคนนี้สามารถเอา BAYC ที่ตัวเองถือมาใช้ได้เนื่องจากการที่ Yuga Labs ที่เป็นเจ้าของ BAYC ได้ให้สิทธิใน IP (Intellectual Property) ซึ่งรวมไปถึงสิทธิในเชิงพาณิชย์(Commercial Right) กับผู้ถือ จึงหมายความว่าผู้ที่ครอบครอง BAYC สามารถนำ BAYC ของตัวเองไปทำอะไรก็ได้นั่นเอง

ความเป็นจริง ถึงแม้ทางเจ้าของต้นทางอย่าง Yuga Labs ให้สิทธิเจ้าของ NFT ไปใช้ แต่ถ้าไม่มีคนนำไปใช้ก็ไม่มีความหมาย แต่สำหรับคอลเลคชั่น BAYC แล้วต้องถือว่าความหมายอย่างมาก เพราะตอนนี้นอกจากศิลปินระดับโลกก็ได้นำรูป BAYC ไปตั้งรูปโปรไฟล์แล้ว ยังเอาเข้ามาประกอบ Music Video อีกด้วย จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตเราก็มีโอกาสที่จะได้เห็นศิลปินหรือดาราระดับโลกนำรูป BAYC ที่ตัวเองมี มามีส่วนในการแสดงออกที่มากขึ้นอย่าง Eminem และ Snopp Dogg ซึ่งต้องบอกว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับ BAYC และ Ecosystem ของคอลเลคชั่นนี้อย่างมากในอนาคต

The Sandbox ได้ร่วมมือกับโปรเจ็กต์ TIMEPieces ที่เป็น NFT Community ของนิตยสาร TIME เพื่อสร้าง “TIME Square” บน LAND ของ TIME ใน The Sandbox โดย TIME ต้องการจะสร้างพื้นที่ที่ระหว่างงานศิลปะและการค้าขายที่ได้แรงบันดารใจจาก Times Square ใน New York City

ความร่วมมือครั้งนี้ถูกประกาศใน Event ของ The Sandbox ในงาน NTF@NYC ที่จัดในช่วงวันที่ 20-23 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่ง Keith A. Grossman ที่เป็น President ของ TIME ได้ประกาศเปิดรับสถาปนิกเพื่อที่จะมาช่วยออกแบบ TIME Square ในช่วงที่เปิดตัวด้วย

ก่อนหน้านี้ TIMEPiece ก็ได้ทำโปรเจ็กต์ออกมาแล้วทั้งหมด 4 โปรเจ็กต์ ได้แก่ Build a Better Future, Long Neckie Women of the Year, Slice of TIME และ Beatclub Collection โดยหนึ่งในโปรเจ็กต์ของ TIMEPiece อย่าง Long Neckie Women of the Year นั้นได้ถูกสร้างสรรค์โดย Nyla Hayes ที่มีชื่อเสียงด้าน NFT จากการทำรายได้หลายล้านดอลลาร์สหรัฐด้วย NFT ในวัยเพียง 13 ปีเท่านั้น

The Sandbox partners with Captain Tsubasa

The Sandbox ได้ร่วมมือกับ TSUBASA co.,Ltd ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ Captain Tsubasa เพื่อที่จะนำ Manga/Anime ชื่อดังนี้เข้ามาสู่ Metaverse ของ The Sandbox ซึ่งการเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือว่าเป็น Manga/Anime จากญี่ปุ่นแบรนด์แรกใน The Sandbox และเป็นแบรนด์แรกที่เข้าสู่โลก Metaverse อีกด้วย

แม้ว่ายังไม่มีการพูดถึงรายละเอียดแน่ชัด แต่กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะจัดทำขึ้นบน Tsubasa LAND ของ Tsubasa จะถูกออกแบบและจัดการโดย The Sandbox และ Minto Inc. ที่เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการตลาดแบบครบวงจรให้กับ Manga และ Anime อยู่แล้วและ Minto เองก็มีบริการในส่วนของ Web3 Services มานานแล้วด้วย

โดยทาง Minto ได้มีผลงานในโลก Web3 มาตั้งแต่ปี 2018 ในโปรเจ็กต์ CryptoCrystal ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์ NFT Gaming และ Collectibles ของญี่ปุ่น ซึ่งทำรายได้ไปแล้วประมาณ 3.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ธันวาคม 2021) และในเดือนพฤศจิกายนทาง Minto ก็ได้ประสบความสำเร็จในโปรเจ็กต์ Minto Character Land Sale (NFT Sale) ใน The Sandbox ซึ่งทำรายได้ไป 1.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 4 นาที และด้วยการที่ Minto มีประสบการณ์ทางด้าน Web3 มาประมาณหนึ่งแล้ว ทำให้มีความน่าสนใจว่า Minto จะทำให้ Tsubasa ออกมาได้ดีแค่ไหนใน The Sandbox

The Sandbox ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมสิทธิและความหลากหลาย ซึ่งกิจกรรม The Sandbox Belonging Week จะถูกจัดบน 3 LANDs ได้แก่

Metapride : พื้นที่สำหรับ LGBTQIA+ ที่เปิดให้ผู้คนทั่วโลกได้เข้ามาร่วมพูดคุยและเฉลิมฉลองความหลากหลาย

World of Women Museum : สถานที่จัดแสดงงานศิลปะจากทั่วโลก

The Valley of Belonging : สถานที่จัด Pride Parade

โดยในงานจะมีกิจกรรม Social Contests ทั้งหมด 3 กิจจกรรมระหว่างวันที่ 24 มิถุนายนถึง 5 กรกฎาคม ที่จะเปิดให้ผู้เล่นเข้ามาทำกิจกรรมเพื่อลุ้นรับรางวัลเป็น NFT ต่าง ๆ มากมายซึ่งรวมถึง Avatar จำนวน 50 ตัวจาก People of Crypto Collection (POC) ด้วย สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่ sandbox.game/en/season/contests/

และผู้ที่ทำกิจกรรมครบทั้ง 3 กิจกรรมแล้ว จะได้ลุ้นรับรางวัลอีกต่อหนึ่งนั่นคือเหรียญ SAND จำนวน 500 SAND ซึ่งจะมีทั้งหมด 1,000 รางวัล และที่สำคัญทุกคนที่ทำกิจกรรมครบจะได้รับตราบนรูปโปรไฟล์ที่ชื่อว่า Belonging Week Memorabilia ซึ่งทาง The Sandbox ใบ้ว่าจะมีการให้สิทธิพิเศษในอนาคต

Share :

Related

“Manifold Finance” กับการสร้าง MEV Protection Product ที่จะช่วยยกระดับการใช้งานแพลตฟอร์ม Decentralized ของนักลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
สรุป CoinTalk ประจำวันที่ 16/9/2022
Cryptomind Bi-weekly Outlook (1-15 September 2022)
เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้า The Merge